วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ชุด-ธรรมโฆษณ์ ของ ท่านพุทธทาส เรื่อง สันติภาพของโลก จัดพิมพ์ โดย ธรรมทานมูลนิธิ ไชยา


ชุด-ธรรมโฆษณ์ ของ ท่านพุทธทาส 

เรื่อง สันติภาพของโลก
จัดพิมพ์ โดย  ธรรมทานมูลนิธิ ไชยา
จำนวน 422  หน้า
(การนับจำนวนหน้าของหนังสือ จะนับเฉพาะส่วนหน้าหา ไม่นับส่วน คำนำ สารบาญ และส่วนท้าย)


รายชื่อหนังสือชุด ธรรมโฆษณ์ 
รายชื่อหนังสือ
เลขประจำเล่ม
ราคา
๑. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
350
๒. อิทัปปัจยตา
๑๒
300
๓. สันทัสเสตัพธรรม
๑๓
250
๔. ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๑
๓๖
250
๕. พุทธิกจริยธรรม
 ๑๘ 
250
๖. ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์           
 300 
๗.โอสาเรตัพพธรรม
 ๑๓.ก
 250 
๘. พุทธจริยา  
๑๑
 250 
๙. ตุลาการิกธรรม เล่ม ๑  
 ๑๖ 
250
๑๐. มหิดลธรรม 
 ๑๗.ข
250
๑๑. บรมธรรม ภาคต้น 
๑๙
 250 
๑๒. บรมธรรม ภาคปลาย 
 ๑๙.ก
 250 
๑๓. อานาปนสติภาวนา  
  ๒๐.ก 
300
๑๔. ธรรมปาฎิโมกข์ เล่ม ๑
๓๑
 250 
๑๕. สุญญตาปริทรรศ์ เล่ม ๑ 
 ๓๘ 
250
๑๖. ค่ายธรรมบุตร 
 ๓๗ 
250
๑๗. ฆราวาสธรรม 
 ๑๗.ก
200
๑๘. ปรมัตถสภาวธรรม 
  ๑๔.ก 
 250 
๑๙. ปฏิปทาปริทรรศน์
 ๑๔ 
 250 
๒๐. ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ 
  ๓๖.ก 
 250
๒๑. สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๒ 
  ๓๘.ก 
 250
๒๒. เตกิจฉกธรรม
  ๓๗.ง 
 250
๒๓. โมกขธรรมประยุกต์ 
 ๑๗.ค
 250
๒๔. ศารทกาลิกเทศนา เล่ม ๑ 
 ๒๖
 300
๒๕. ศีลธรรม กับ มนุษย์โลก 
 ๑๘.ข
 250
๒๖. อริยศีลธรรม 
 ๑๘.ค
 200
๒๗. การกลับมาแห่งศีลธรรม 
 ๑๘.ก
 250
๒๘. ธรรมสัจจสงเคราะห์ 
  ๑๘.ข 
 300
๒๙. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
 ๔
 500 
๓๐. ธรรมะกับการเมือง 
 ๑๘.จ 
 300
๓๑. เยาวชนกับศีลธรรม 
๑๘.ง
 200
๓๒. เมื่อธรรมครองโลก
 ๑๘.ฉ
 250
๓๓. ไกวัลยธรรม 
 ๑๒.ก
 250
๓๔. อาสาฬหบูชาเทศนา เล่ม ๑ 
 ๒๔ 
 300 
๓๕. มาฆบูชาเทศนา เล่ม ๑
๒๒
 300 
๓๖. พระพุทธคุณบรรยาย 
 ๑๑.ก 
 400 
๓๗. วิสาขบูชาเทศนา เล่ม ๑ 
 ๒๓ 
 300 
๓๘. ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑ 
 ๔๒.ก 
 300 
๓๙. ธรรมบรรยายต่อหางสุนัข 
๓๙.ค
300
๔๐. เทคนิคของการมีธรรมะ เล่ม ๑
๓๗.ก
300
๔๑. อะไร คือ อะไร 
๓๗.ค
300
๔๒. ใคร คือ ใคร   
๓๗.ข
 300 
๔๓. อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น - ภาคปลาย 
๒ 
 700 
๔๔. ราชภโฎวาท 
 ๓๙.ง 
 300 
๔๕. กข กกา ของการศึกษาพุทธศาสนา 
 ๑๔.ค 
 250 
๔๖. ธรรมะเล่มน้อย 
๔๐ 
 250 
๔๗. ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ 
 ๔๔.ก 
 300 
๔๘. ธรรมปาฎิโมกข์ เล่ม ๒ 
 ๓๑.ก 
 300 
๔๙. ฟ้าสางระหว่าง ๕๐ ปี ตอน ๑ 
 ๔๖.ค 
 300 
๕๐. ฟ้าสาวระหว่าง ๕๐ ปี ตอน ๒ 
 ๔๖.ง 
 300 
๕๑. ชุมนุมปาฐกถาธรรมชุด"พุทธรรม" 
๓๒ 
 250 
๕๒. สมถวิปัสนาแห่งยุคปรมาณู 
 ๑๔.ข 
 250 
๕๓. นวกานุสาส์น เล่ม ๑ 
๓๙ 
 300 
๕๔. สันติภาพของโลก 
 ๑๘.ข 
 250 
๕๕. ธรรมะกับสัญชาตญาณ 
๑๕ 
 250 
๕๖. ธรรมศาสตรา เล่ม ๑ 
 ๔๐.ก 
 300 
๕๗. อตัมมยตาประยุกต์ 
 ๑๒.ข 
 300 
๕๘. ธรรมะในฐานะวิทยาศาสตร์ 
 ๑๕.ข 
 300 
๕๙. อตัมมยตาประทีป 
๑๒.ง
300
๖๐. อตัมมยตาปริทรรศน์
๑๒.ค
300
๖๑. สันทิฏฐิกธรรม
 ๑๓.ข 
 250 
๖๒. พุทธธรรมประยุกต์ 
 ๑๗.จ 
 250 
๖๓. สัมมัตตานุภาพ 
  ๔๐.ฉ 
 250 
๖๔. ตุลาการิกธรรม เล่ม ๒ 
  ๑๖.ก 
 250 
๖๕. โพธิปักขิยธรรมประยุกต์ 
  ๑๔.ง 
 300 
๖๖. คู่มือการศึกษาพุทธศาสนา 
  ๔๐.ข 
 250 
๖๗. อานาปานสติบรรยาย-อภิปราย-สัมมนา
  ๒๐.ค 
300
๖๘. พัสสิกไตรเทศนา 
  ๒๕.ง 
 250 
๖๙. ตุลาการิกธรรม เล่ม ๓ 
  ๑๖.ข 
 250 
๗๐. คู่มือที่จำเป็นในการศึกษาและปฏิบัติธรรม 
  ๔๐.ช 
 250 
๗๑. ธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ 
  ๓๗.ง 
 300 
๗๒. มนุสสธรรม 
๑๗ 
 400 
๗๓. พุทธวิธีชนะความทุกข์ 
 ๑๔.จ 
 300 
๗๔. หลักพุทธศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ 
 ๑๔.จ 
 300 
๗๕. ปัญหาแห่งมนุษยภาพ 
๑๗.ฉ 
 300 
๗๖. เทคนิคของการมีธรรมะ เล่ม ๒ 
๓๗.จ 
 400

หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ แบ่งออกเป็นห้าหมวด

๑ หมวดที่หนึ่ง ชุด "จากพระโอษฐ์" สันปกสีน้ำตาล ๑–๑๐
เป็นเรื่องเก็บมาเฉพาะที่ตรัสเล่าไว้เอง.

๒ หมวดที่สอง ชุด "ปกรณ์พิเศษ" สันปกสีแดง ๑๑–๒๐
เป็นคำอธิบายข้อธรรมะที่เป็นหลักวิชาและหลักปฏิบัติอย่างสมบูรณ์.

๓ หมวดที่สาม ชุด "ธรรมเทศนา" สันปกสีเขียว ๒๑–๓๐
เป็นเทศนาตามเทศกาลต่างๆ.

๔ หมวดที่สี่ ชุด "ชุมนุมธรรมบรรยาย" สันปกสีน้ำเงิน ๓๑–๔๐
เป็นการบรรยายในรูปปาฐกถาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียด.

๕ หมวดที่ห้า ชุด "ปกิณกะ" สันปกสีม่วง ๔๑–๕๐
เป็นการอธิบายข้อธรรมะเบ็ดเตล็ดต่างๆ ประกอบความเข้าใจ.

ในแต่ละหมวด แต่ละหมายเลข อาจมีได้หลายเล่ม ซึ่งได้ใช้วิธีใส่อักษร ก ข ค… ต่อกันไปเรื่อยๆ.

............................................................................................





ชื่อเรื่อง  สันติภาพของโลก  เล่มที่ ๑๘. ซ


                                สารบาญ
                             สันติภาพของโลก
                                                             หน้า
๑. ทำไมจึงปรารถเรื่องสันติภาพ  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...   ๑
๒. สิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์     ...  ...   ...  ...  ...  ...  ...  ๒๕
๓. เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ๕๓
๔. สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ   ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ๘๑
๕. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ)  ...  ...  ..  ๑๑๑
๖. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาวาจา กัมมันตะ อาชีโว) ... ...  ..  ๑๕0
๗. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาวายามะ)  ...  ...  ... ...  ... ๑๘๓
๘. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาสติ)...   ...  ...  ...  ... ..  ๒๑๙
๙. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาสมาธิ) .  ...  ...  ...  ... ..  ๒๔๘
๑0.เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาญาณะ)..  ...  ...  ...  ... ..  ๒๘๒
๑๑.เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาวิมุตติ)..  ...  ...  ...  ... ..  ๓๑๕
๑๒.เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาวิหาโร).  ...  ...  ...  ... ..  ๓๔๒
๑๓.จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ ...  ...  ...   ...  ...  ...  ... ..  ๓๘๒



                     โปรดดูสารบาญละเอียดในหน้าต่อไป












                             สารบาญละเอียด
                             สันติภาพของโลก
                                                                  หน้า

                       ๑. ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ

เนื่องจากปีนี้ (๒๕๒๙) เขาสมมุติกันเป็นปีสันติภาพ   ... ... ... ... ... ...     ๑
ไม่มีอะไรรบกวนความสงบสุขเรียกว่าสันติภาพหรือสันติสุขก็ได้  ....  ...  ... ...   ๒
ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ก็คือเรื่องไม่มีสันติภาพ  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ...  ๓
สันติภาพควรจะมีทั้งโดยธรรมชาติและโดยที่มนุษย์เข้าเกี่ยวข้อง  ...  ...  ...  ...  ๔
สันติภาพหรือวิกฤตการณ์ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์  ....  ...  ....  ...  ...  ... ๕
ต้องช่วยกันปรับปรุงจิตใจของมนุษย์  ...  ....  ...  ...  ...  ...  ...  ..  ๖
โลกเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์, มีความกลัว, วิตกกังวล, มีโรคทางจิต  ...  ...  ...   ๗
ยิ่งเจริญยิ่งวิ่งไปหาความยุ่งยาก, สุขภาพทางกายและจิตใจลดลงมาก  ...  ...  ...  ๘
สงครามมีทั้งร้อนและเย็น, ในโลกมีแต่โกหกหลอกหลวง  ....  ...  ...  ...  ... ๙
โลกไร้สันติาภาพมากขึ้น จนต้องพิจารณากันทำให้มีสันติภาพ ....  ...  ...  ...  . ๑๐
สมควรที่ปัญญาชนต้องทำความเข้าใจกันทำให้เกิดสัมาทิฏฐฺิในเรื่องนี้  ...  ...  ...   ๑๑
พุทธบริษัทแท้ต้องสนใจสันติภาาพ เพราะรู้จักเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์  ...  ...  ...  ๑๒
เรื่องสันติภาพเป็นความมุ่งหมายอย่างยิ่งของพระพุทธเจ้าหรือพพุทธศาสนา ...  ...    ๑๓
อุปสรรคในการทำความเข้าใจ,  เข้าใจกันได้ยาก  เพราะคนส่วนมากบูชาวัตถุ  ...   ๑๔
ความสำคัญมันอยู่ที่จิตใจ แต่ไปแก้ทางวัตถุว่าวัตถุดีแล้วจิตจะดีเอง  ...  ...  ... .. ๑๕
ทุกอย่างนำกันไปแต่ทางวัตถุ ไม่สนใจทางจิตทางวิญญาณเลย  ...  ...  ...  ...   ๑๖
ที่ถูกต้องจัดการแก้ไขทางจิตใจ ซึ่งจะไปบังคับกาย จึงจะรอดได้  ....  ...  ... .. ๑๗
ควรศึกษาเรื่องสันติภาพตามหลักอริยสัจจ์ ๔ ของพระพุทธเจ้า  ...  ...  ...  ...  ๑๘


                                (๒)



                                 [๓]


ให้รู้ว่า ๑. ความมีสันติภาาพคืออะไร ๒. เหตุแห่งวิกฤตการณ์คืออะไร  ...  ...  .. ๑๘
๓. สันติภาพคือความดับทุกข์คือนิพพานขั้นต่ำจนกระทั่งโลกุตตระ  ....  ...  ...  .. ๑๙
๔. ทางให้ถึงสันติภาพได้แก่สัมมตะ ๑0 : มรรค ๘ + ญาณกับวิมุตติ,  ...  ...  ... ๒๐
หนทางแห่งสันติภาพชนิดที่ปฏิบัติได้ รับผลได้ มีอยู่ชัดแจ้ง  ...  ...  ...  ...  ... ๒๑
โลกปราศจากสันติภาพยิ่งขึ้นทุกที พุทธบริษัทควรรับรู้  ...  ... ... .... ... ...  ๒๒
ควรปรึกษากัน ช่วยให้มนุษย์มีสัมมาทิฏฐิ, รู้เรื่องสันติภาพ ... .... ... ... ... .. ๒๓

                         ๒. สิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการณ์

ดูกันให้ละเอียดในเรื่องที่ตรงข้ามกับสันติภาพ ... ... ... ... ....  ... ...    ๒๔
วิกฤตกาลคือยุคที่ผิดปกติ แล้วมีวิกฤตการณ์คือภาวะที่วิปริต  ...  ....  ... ... ..  ๒๕
โลกกำลังวิกฤตทั้งทางวัตถุและจิตไปตามอำนาจกิเลส  ... ... .... ... ... ...  ๒๖
เดิมเป็นไปตามธรรมชาติ ปรับปรุงกันมากขึ้นจนวิกฤตขึ้นทุกที  .... .... ... ... .  ๒๗
ความวิกฤตเป็นความทุกข์ของโลกแต่คนมมองไม่เห็น  ... ... ... ... .. ... ... ๒๘
ความวิกฤตเกี่ยวกันเป้นสายตลอดโลก เกิดปัญหานานาประการ ... ... ... ... ... ๒๘
มนุษย์ทำผิดต่อธรรมชาติจึงเกิดวิปริตทั้งภายในทั้งภายนอก .... ... ... ... ... .  ๓๐
กิเลสทำให้มนุษย์ปรุงแต่งธรรมชาติให้วิปริตเร็วขึ้น  ... .... .... .... .. ...   ๓๑
เรื่องการกินการอยู่มีความยุ่งยากปั่นป่วนผิดปกติไปทั่ว ... ... .... .... ... ...  ๓๒
ความผิดธรรมดาวิปริตมากขึ้นทุกที แต่คนไม่รู้สึกเพราะชิน ... ... .... ... ...    ๓๓
ควรศึกษาให้รู้จักรูปลักษณะความเลวร้ายของวิกฤตการณ์ว่าเป็นอย่างไร  ...  ... ..  ๓๔
ดูให้เห็นอาการ, อุปมา, ประเภทของวิกฤตการณ์ว่าปั่นป่วนเสียบแทงอย่างไร ... ...  ๓๕
พิจารณาดูแดนเกิดแดนดับของวิกฤตกราณ์ที่ปรากฏขึ้นมา ...  ... ... ... ... ...  ๓๖
วิกฤตการณ์ทำให้เกิดทุกข์ แต่ก็มีอัสสาทะคือเสน่ห์ให้คนหลง ... ... .... ... ...   ๓๗






                                (๔)
                                                                 หน้า

ความเจริญอย่างไม่พักผ่อน, อบายมุข, ก็มีเสน่ห์ทำให้จมลงในความทุกข์  ... .. ...  ๓๘
วิกฤตการณ์มีอาทีนวะ-ความเลวร้ายซ่อนอยู่ลึก แต่ก็มีอัสสสาทะ:-เสน่ห์ให้หลงบ้า  ...   ๓๙
ความโง่เป็นทางสู่วิกฤตการณ์, อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางออก ... ... ... ... .. ๔๐
วิกฤตการณ์มีผลเป็นความทุกข์ ทุกกรณี, อริยมรรคเท่านั้นเป็นทางออก  ... ... ...   ๔๑
ความทุกข์เป็นวิกฤตการณ์ พระพุทธเจ้าตรัสแต่เรื่องดับทุกข์, เราควรสนใจ .... ...   ๔๒
วิกฤตการณ์มีเสน่ห์มาก ยากแก่การแก้ไข, ต้องพยายามช่วยกัน .... ... ... ... .. ๔๓
ความต้องการส่งเสริมสันติภาพ แต่ไม่เกิดผลสำเร็จเพราะหลงเสน่ห์ของมัน  ... ...   ๔๔
เหตุของวิกฤตการณ์เกี่ยวกันเป็นสายดังกฏปฏิจจสมุปบาท  ... ... ... ... ... ..  ๔๕
เริ่มจากอารมณ์+ผัสสะ+โง่ ทำให้คนและสังคมวิปริต ... ... ... .... ... .. ..  ๕๕
การกระทำ, ความพยายาม ฯลฯ เป็นทางวิกฤตหมด ไม่เพื่อสันติภาพ.. ..... .... . ๔๖
จะแก้ไขโดยวิธีไสยศาสตร์ไม่สำเร็จ ต้องแก้ด้วยวิธีพุทธศาสตร์ ... ... ... ... ..  ๔๗
ต้องใช้ความรู้ สติปัญญา วิธีการอันถูกต้องทำให้คนรักกันได้ ... ... .. .. ... ...  ๔๘
พุธทศาสนามีหลักปฏิบัติใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาไดด้วยสัมมาทิฏฐิ ... ... ... ... ...  ๔๙
พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้กำจัดทุกข์ พุทธบริษัทควรสนองพระประสงค์  .... ... ..  ๕๐
อย่าถลำลึกไปหลงวิกฤตการณ์ ต้องใช้สติปัญญาจึงจะแก้ไขได้ ... ... ... ... ...   ๕๑
ต้องร่วมมือกันทุกคน จึงจะมีสันติภาพได้ ... .. ... ... ... ... ... ... ...   ๕๒

                           ๓. เหตุให้เกิดวิกฤตการณ์

เรายังไม่รู้จักเรื่องของกิเลส ซึ่งแสดงบทบาทเต็มที่อยู่ในโลก  ... .... .... ...   ๕๓
วิกฤตการณ์เกิดมาจากสังคมโลก หรือจากแต่ละบุคคลก็ได้  ... ... .... ... ...   ๕๔
ความวิปริตของสังคม เช่นความก้าวหน้าทางวัตถุมากจนคนเมาวัตถุ .. ... ... ...   ๕๕
คนหลงความลวงทางวัตถุจนเกิดความแย่งชิงกัน,   ล่าสิ่งต่างๆ .. ... ... ... ..  ๕๖

d05502
                                  (๕)
                                                                 หน้า

บ้างประหัตประหาร,บ้างเร่งผลิตสนองกิเลส, บ้างโฆษณาให้หลงใหล ... ... ...    ๕๗
การศึกษาในโลกก็ยังมีลักษณะเป็นหมาหางด้วน, ไม่มีการสอนทางจิตใจ  .. ... ...   ๕๘
ความเห็นแก่ตัวเกิดมาจากการศึกษาหมาหาางด้วน ไม่รู้วิธีหาสันติสุข .. ... ... ...  ๕๙
คนไม่เป็นคนที่ถูกต้อง มีแต่ความเห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดยิ่งเอาเปรียบ ... ... ... ...  ๖๐
เพราะขาดศีลธรรม ขาดการศึกษาอบรมธรรมะ,  ไม่มีมนุษย์ธรรมจึงเห็นแก่ตัว  ... .. ๖๑
องค์การสหประชาชาติช่วยกันตั้งขึ้นจะปราบกิเลสในใจคน ก็ทำไม่ได้ .. ... ... ...  ๖๒
ควรนำระบบธรรมะเข้ามาจัดให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่เอาเปรียบกัน ... ... ..  ๖๓
สันติภาพจะมีต้องอาศัยศาสนา, การศึกษาไม่เป็นไปอย่างหมาหางด้วน .. .. ... ...  ๖๔
วัฒนธรรมแบบไทยมีหลักรักคนอื่น จะช่วยให้มีสันติภาพได้ ... .... ... ... ....    ๖๕
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทำกันมีแต่ส่งเสริมกิเลส ไม่ใช้ศาสนาเป็นประโยชน์ ...  ..  ๖๖
ทุกศาสนาต้องการให้รักผู้อื่น แต่คนไม่เข้าถึง, ศาสนาก็ยังวิวาทกัน ... ... ... ...  ๖๗
ทุกคนอยู่ด้วยความกลัว, เตรียมต่อสู้ล้างผลาญผู้อื่นก็ไม่มีสันติภาพ ... ... ... ...  . ๖๘
ความเดือดร้อนทั่วโลก มีเหตุมาจากมนุษย์บังคับความรู้สึกฝ่ายกิเลสไม่ได้ ... ... ...  ๖๙
การศึกษาหมาหางด้วนทำให้ไม่รู้จักตัวเอง, มีชีวิตไปอย่างเห็นแก่ตัว .. ... ... ...  ๗๐
มนุษย์ก้าวหน้าอย่างมิจฉาทิฏฐิ, เบียดเบียนกันด้วยราคะ โทสะ โมหะ ... .... ...   ๗๑
ไม่สังวรในปัจจัยสี่ จึงกลายเป็นเหยื่อของกิเลส แล้วนิยมกันกินเหยื่อ .. ... ... ...  ๗๒
ที่อยู่อาศัย ยารักษาโลกไปทำเกินความจำเป็น ก็เป็นเหยื่อกิเลส ... .... ... ...   ๗๓
เด็กๆไม่รู้เรื่องอะไรก็พลอยหลงใหลในความอร่อย ไม่มีที่สิ้นสุด .. ... ... ... ...  ๗๔
เมื่อเป็นทาสของความพอใจ,เห็นแก่ตัวเต็มที่ คนทั้งโลกก็สร้างวิปริตขึ้นมา  .. ... ... ๗๕
ความวิปริตกำลังครอบโลก แม้ประชาธิปไตยก็เป็นอย่างผิดๆ ตามกิเลส .. ... ... .  ๗๖
นิยมกันแต่เรื่องทางวัตถุ จะนำโลกไปสู่ภาวะมิคสัญญี ... ... .... ..... ... ...  ๗๗
ควรเข้าใจถึงมูลเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ เพื่อดำรงจิตให้ถูกต้อง .. ... ... ... ...  ๗๘
ในฐานะเป็นพุทธบริษัทต้องช่วยกันให้มีศาสนนาสมบูรณ์ด้วยปรมัตถธรรม ... ... ...  ๗๙-๘๐






                                  (๖)
                                                                 หน้า
                            ๔. สิ่งที่เรียกว่าสันติภาพ

ทบทวนคำบรรยายที่แล้วมา  ... ... ... ... ... .... ... .... ... ...    ๘๑
ความหมายของคำสันติภาพเฉพาะพุทธบริษัทมุ่งถึง โลกพระศรีอารย์  .. ... .... ... ๘๒
และหมายถึง มีมนุษยธรรมสมบูรณ์, จิตใจสูงทำให้เกิดสันติภาพได้ ... .. ... ...    ๘๓
เมื่อมนุษยธรรมสูงย่อมทำให้ มีมิตรภาพสูงสุด เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย  .. .. ... ๘๔
มีผลเป็นการไม่ประทุษร้ายชีวิตโดยประการทั้งปวงโดยพื้นฐานได้แก่ศีล ๕ ... ... ...  ๘๕
ผลของมิตรภาพจจักไม่มีประเทศใดเป็นอันธพาล, สงครามทุกชนิด ไม่มี... .. ... ... ๘๖
เดี๋ยวนี้ความเจริญกลายเป็นเรื่องประทุษร้าย, เป็นอุปกรณ์ของกิเลส  ... ... ... .  ๘๗
ถ้ามีสันติภาพโลกนี้จะเหมือนครอบครัวเดียวกันไมม่เอาเปรียบ ไม่เห็นแก่ตัว  ... ...   ๘๘
สันติภาพเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับวิกฤตการณ์, พุทธบริษัทต้องต่อสู้ได้  ... ... ... ...   ๘๙
ถ้าทุกศาสนาร่วมมือกันทำความเข้าใจระหว่างศาสนาจะมีสันติภาพได้  .. .... ... .  ๙๐
คนต้องการสันติภาพ แต่ไม่มีใครเสียสละทำ พูดกันแต่ปากจึงไม่สำเร็จ .. ... ...  .  ๙๑
ทางสำเร็จต้องปฏิบัติตามกฎของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงกฎอิทัปปัจจยตา ... ... ... ..  ๙๒
ไม่ควรคิดว่าเหลือวิสัย ถ้ามีสัมมาทิฏฐิพอ ไม่เป็นทาสกิเลส ก็ทำได้ ... ... ... ...  ๙๓
มีวิธีพบสันติภาพได้ในแง่ต่างๆ เช่นในแง่ธรรมชาติ, ศาสนา  ... .... ... .. ..   ๙๔
ในแง่ของการเมือง, การทหาร, เศรษฐกิจ, ปฏิบัติถูกต้องก็มีสันติภาพ .. ... ... .  ๙๕
คนทั่วไปต้องเป็นสัตบุรุษ, ไม่เป็นทาสของเวลา, ไม่เดือดร้อนเรื่องเวลา .. .... ..  ๙๖
พุทธบริษัทต้องศึกษาเรื่องสันติภาพให้รู้ชัดแจ้งว่าคืออะไร ... .... ... ... ... ..  ๙๗
ต้องรู้ชัดทั้งพยัญชนะอรรถะ, ลักษณาการ, ปรากฎการณ์ และกิจที่ต้องทำ .. ... ...   ๙๘
กิจที่ต้องทำคือมีหน้าที่ดิ้นร้น  เพื่อสันติภาพจนกว่าจะถึงได้รับรส ... ... ... ... ..  ๙๙
ในแง่ของศาสตร์ตัวสันติภาพมีลักษณะเป็นความหลุดพ้นสิ้นเชิง ... .... .... ....   ๑๐๐
ประเทศของสันติภาพมีทั้งทางโลก, ทางธรรมเปรียบได้กับนิพพาน ... .... ....    ๑๐๑







                                    (๗)

เสรีภาพกับสันติภาพต้องเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  ... ... ... ... .... ... ...  ๑๐๒
มีจุดตั้งต้นคือความถูกต้อง, จุดปลายทางคือหมดปัญหา ... ... ... .... ... ..   ๑๐๓
แดนเกิดของสันติภาพคือสัมมาทิฏฐิ, แดนดับเป็นสันติภาพลุ่มๆ ดอนๆ .. .... ... ... ๑๐๔
สันติภาพที่แท้จริงไม่มีอาทีนวะ, ไม่มีอัสสาทะคือเสน่ห์ทางกิเลส .. ... ... .... .. ๑๐๕
ปฏิจจสมุปบาทของสันติภาพขึ้นอยู่กับความมีศีลธรรมของคนในโลก ... ... ... ...   ๑๐๖
สันติภาพได้โดยภาษาคน-ภาษาธรรม, และทางสู่สันติภาพ ... ... ... ... .....  ๑๐๗
สันติภาพสำเร็จได้แน่นอนตามปณิธาน ๓ ประการ:- .. ... ... ... ... ... ..  ๑๐๘

     ๑. ทำให้ทุกคนเข้าถึงศาสนาของตน ๆ จะทำลายความเห็นแก่ตัว
     ๒. ทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา เพื่อร่วมมือกัน
     ๓. ออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม

สันติภาพจักมีได้ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ .. ... ... ... ... ... ... ... ..  ๑๐๙
พุทธบริษัทควรสนใจสนองความประสงค์ของพระพุทธเจ้า  ... ... ... ... ... .. ๑๑๐

                ๕. เหตุให้เกิดสันติภาพ: (สัมมาทิฏฐิ-สัมมาสังกัปปะ)

สันติภาพเป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้า .. ... ... ... .... ... ... ..   ๑๑๑
สันติภาพเป็นภาวะของความสงบไม่มีปัญหา, ไม่มีทุกข์  ..  ... ... .... .... .. ๑๑๒
เหตุแห่งสันติภาพมีทั้งเกี่ยวกับบุคลล และสังคม .. ... ... ... ... ... ... ..  ๑๑๓
ใน ส่วนบุคคล คือ ๑. ต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์ .. ...... .... .... ... ...   ๑๑๔
๒. ต้องควบคุมพัฒนาสัญชาตญาณให้เป็นไปในทางสูง .. ... ... ... .... ...    ๑๑๕
ตามธรรมดาสัญชาตญาณขของคน มักจะน้อมไปเป็นฝ่ายกิเลส  ... .... ... ... .. ๑๑๖
สัญชาตญาณกลางๆค่อยๆเปลี่ยนเป็นกิเลส ต่อพบทุกข์มากจะเปลี่ยนเป็นโพธิ .. ... ... ๑๑๗
ต้องควบคุมสัญชาตญาณส่วนบุคคลให้เป็นโพธิเสียโดยเร็ว .. ... ... ... ... ...  ๑๑๘





                                  (๘)
                                                                หน้า

ถ้าควบคุมไม่ได้ก็มีแต่ความเห็นแก่ตัว .. .... .... ... .... ... ... ...     ๑๑๙
สันติภาพส่วนสังคม : ๑. ต้องมีความก้าวหน้าทั้งทางฝ่ายจิต ... ... ... ... ...  ๑๒๐
๒. ทุกศาสนาต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สันติภาพ  ... ... ... .. ... ...  ๑๒๑
ต้องรู้จักพระเจ้าตรงตามกฎอิทัปปัจจยตาเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ ... ... ... .. ๑๒๒
๓. ศีลธรรมเป็นรากฐานของสันติภาพ, จะไม่มีการกินโกง, อันธพาล ... ... ...   ๑๒๓
ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ, ปรมัตถธรรมไม่กลับมาโลกามืดมนท์ .. ... ... .. ๑๒๔
สันติภาพจักได้มีจากการกระทำของมนุษย์จะมีจากสิ่งอื่นๆไม่ได้ .. ... ... ... ...  ๑๒๕
จะหวังจากอำนาจหรือมหาอำนาจใดๆ ก็มิอาจจัดโลกให้มีสันติภาพได้ ... ... ... .. ๑๒๖
การกระทำถูกต้องทางกาย วัตถุ จิต วิญญาณ เท่านั้นจะช่วยได้ . ... ... ... ..   ๑๒๗
ความถูกต้องทางกาย ทางจิต ทางวัตถุ เดี๋ยวนี้ยังผิดพลาดอยู่ .. ... .... .... .. ๑๒๘
ความถูกต้องแท้จริงต้องเป็นไปอย่างอัฏฐังคิกมรรคตามหลักพระพุทธศาสนา .. ... ..  ๑๒๙
ความถูกต้อง ๘ ประการของพระพุทธเจ้าจัดเป็นเครื่องสร้างสันติภาพ ... .... ...  ๑๓๐
เริ่มรู้จัก ข้อ ๑. สัมมาทิฏฐิ ตามหลักอริยสัจจ์ ๔ ก่อน .. .... .. ... .. ... .. ๑๓๑
ตามข้อเท็จริงต้องรู้ว่าสันติภาพขึ้นยู่กับการมีศีลธรรมซึ่งต้องพัฒนา .. ... .... ...   ๑๓๒
ปัจจุบันคนรู้เรื่องจิตน้อย, ต้องรู้รากฐานของธรรมะ ๔ ความหมายก่อน  ... ... ..  ๑๓๓
เมื่อไม่มีศีลธรรม วกฤตการณ์ต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น .. ... ... ... ... ... ... .. ๑๓๔
ทุกศาสนามุ่งกำจัดความเห็นแก่ตัวให้ทุกคนรักกันได้จะอยู่กันผาสุก .. ... ... ....   ๑๓๕
ต้องเห็นประจักษ์ว่า โลกนี้ต้องมีระบบธัมมิสังคมนิยม ไม่เอาเปรียบ ... .... ... .. ๑๓๖
คนเห็นแก่ตัวเพราะหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์เลวร้าย ... ..  ๑๓๗
ถ้ามีสัมมาทิฏฐิจะรู้จักความหมายของสิ่งคู่, ไม่ติดอยู่ในสิ่งคู่ ก็ไม่ทุกข์ .. .... ... .. ๑๓๘
ไม่ติดสิ่งคู่ คือไม่ยึดมั่นด้วยอวิชชา เป็นสันติภาพยิ่งกว่าสันติภาพ .. .. .. ... ... . ๑๓๙
ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์คือไม่น่ารัก, เป็นเรื่องยุ่งไม่มีความสงบ ... ... ... ... .. ๑๔๐







                                  (๙)
                                                                หน้า

ความถูกต้องที่ ๒ เรียก สัมมาสังกัปปะ:-ความดำริ, ปราถนาชอบ ... .. .... ..  ๑๔๑
ความปราถนามี ๒ : ด้วยวิชาและอวิชชา, ต้องเป็นวิชชาจึงจะถูกต้อง .. ... ...   ๑๔๒
ความต้องการด้วยอวิชชาเป็นเรื่องกิเลส, ด้วยวิชชาจึงและถูกต้อง .. ... .. ....  ๑๔๓
ปรารถนาด้วยวิชชาคือการออกจากกาม, ไม่พยาบาท, ไม่เบียดเบียน, ดับทุกข์ทั้งนั้น .. ๑๔๔
ในโลกนี้มีสิ่งไม่ถูกต้องอยู่มาก แม้ปัจจัย ๔ ก็เป็นมิจฉาไปเสียหมด .. ... ... ...   ๑๔๕
ต้องศึกษาให้รู้ว่าเกิดมาทำไม, แล้วรู้จักความเลวร้ายของกิเลส ... ... .. ...    ๑๔๖
รู้จักจุดหมายปลายทางของชีวิตคือนิพพาน-ความสงบเย็น .. .. .. .. ... ... ..  ๑๔๗
เข้าใจสัมมาทิฏฐิ, สัมมากัปปะ ต่อไปก็จะมีสัมมาทางสติปัญญาและอื่นๆ   ... ... ..  ๑๔๘
ทำความถูกต้องในหัวใจมนุษย์ก่อน แล้วจะสร้างสันติภาพในโลกได้  ... ... ... ..  ๑๔๙

             ๖. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาวาจา, กัมมันตะ, อาชีวะ)

ทบทวนการบรรยายเบื้องต้น .. ... ... .... ... ... .... ... ...  ...   ๑๕๐
ทางที่สันติภาพจะมีได้โดยทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ... .... ... .... ... ... ..  ๑๕๑
สัมมาวาจา ต้องศึกษาถ้อยคำ, วิธีพูด, ตลอดอุปกรณ์ใช้แทนวาจา ... .... ... ... ๑๕๒
วาจาใช้เป็นเครื่องมือได้หลายแง่เช่นสื่อสาร, สร้างมิตรภาพ, เป็นอาวุธ ... ... .  ๑๕๓
ที่เป็นมิจฉาวาจาก็มีมากเพราะกิเลส, ความเห็นแก่ตัวเช่นพูดเท็จ ... ... ... ...  ๑๕๔
พูดส่อเสียดทำลายมิตรภาพ, นินทา, หยาบคายใส่ร้ายก็มีมาก .. ... ... ... ...  ๑๕๕
คำพูดที่ไม่มีประโยชน์, เสียเวลา, เสียหาย, เป็นเสนียดจัญไรคือเพ้อเจ้อ .. .. ... ๑๕๖
มิจฉาวาจามันมีเสน่ห์ชวนให้ทำ บังคับตัวเองไม่ได้, ไม่มีประโยชน์อะไร .. ... ...  ๑๕๗
สัมมาวาจามีลักษณะไม่ผิด ไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ ไม่หยาบ .. ... ... ..  ๑๕๘
ถ้าโลกมีสัมมาวาจาก็ไม่เกิดข้อขัดแย้ง, ไม่มีสงคราม, จะมีสันติภาพ .. ... ... ... ๑๕๙
สัมมากัมมันตะ ๑. มีการกระทำถูกต้องมีประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, ไม่ประทุษร้ายทางกาย .. ๑๖๐






                                  (๑0)
                                                                หน้า
๒. ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ ๓. ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร .. ... ... .. ..  ๑๖๑
๔. ไม่ประทุษร้ายสมปฤดีของตนเอง, เสพหรือจิตเมาหลงจนวิปริต  ... .... ...   ๑๖๒
การประทุษร้ายของรักและเสียสมปฤดีมึนเมาต่าง ๆ มีปัญหามากในโลกนี้ .. ... ...  ๑๖๓
ยังมีการกินอย่างวิตถารต่างๆ อันเบียดเบียนชีวิตอื่น ซึ่งไม่ทำให้มีสันติภาพ .. ... ..  ๑๖๔
พุทธบริษัทต้องมีการกระทำถูกต้อง ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ... ... ... ... ...  ๑๖๕
สัมมาอาชีวะ- การดำรงชีพถูกต้อง, ไม่มีการเบียดเบียนในการหา, ใช้ทรัพย์ ... ... ๑๖๖
การใช้ทรัพย์ต้องมัธยัสถ์หลักคือหา มีใช้ ช่วยผู้อื่น โดยถูกต้อง ... .... .... ....  ๑๖๗
การดำรงชีพของคนในปัจจุบันผิดมาก, เป็นทาสกิเลส, เกินพอดี  ... ... .. ...   ๑๖๘
กินดีอยู่ดีเป็นโอกาสขยายกิเลส, ต้องกินอยู่อย่างพอดีไม่ฟุ่มเฟือย  ... .... ... ..  ๑๖๙
ดำรงชีพไม่ถูกต้อง ย่อมเกิดปัญหาเลวร้ายทั้งทางวัตถุ กาย จิต วิญญาณ  .. ... ...  ๑๗๐
ดำรงชีพถูกต้องได้ต้องประกอบด้วยปัญญาในการหาและใช้โดยไม่มีทุกข์ .. .... ....  ๑๗๑
ประพฤติให้ถูกต้องในการมีใช้ทรัพย์และบริหารทิศทั้ง ๖ ... ... ... ... ... ...  ๑๗๒
ทิศทั้ง ๖ คือ บิดามารดา, บุตรภรรยา, มิตร, ครู, ผู้อยู่สูงกว่า, ต่ำกว่า ... ...   ๑๗๓
พูดว่าทิศ ๖ หรือสังคมรอบตัวก็ได้ ทำให้ถูกต้องจะต้องประคองเราไว้ ... ... ...   ๑๗๔
ดำรงชีพไม่ลุอำนาจแก่กิเลส:-โลภะ โทสะ โมหะ.. .. ... .... ... ... ....  ๑๗๕
มีอะไรมากระทบต้องใช้ธรรมะ ๔ เข้าช่วยคือ สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ .. ... .. ๑๗๖
ปฏิบัติศาสนาถูกต้องไม่ใช่ทำเพียงวิธี, มีศีลธรรม, สรณาคมน์ด้วยจิตใจ .. ... ...   ๑๗๗
มีปัญญาในการมองเห็นตถตา-ความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสิ่ง... ... ... ... ...   ๑๗๘
ทุกสิ่งรอบตัวเราเป็นไปตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) เป็นไปอย่างนั้นเอง ... ...   ๑๗๙
เห็นตถตาแล้ว จะไม่ตื่นเต้นในทุกกรณี, ไม่ใช่ตัวตน, เป็นอนัตตา, สุญญตา .. ...    ๑๘๐
ดำรงชีวิตอย่างถูกต้องตามหลักข้างต้น ๘ ข้อ จักสร้างสันติภาพได้... ... .... .... ๑๘๑
ต้องนำคำสอนนั้นไปทดลองปฏิบัติจะประสบสันติภาพทั้งส่วนตัวและสังคม ... .... ...  ๑๘๒








                                  (๑๑)
                                                                หน้า

                   ๗. เหตุให้เกิดสันติถาพ (ต่อ) (สัมมาวายามะ)

ทบทวนที่บรรยายมาแล้ว .. .. ... ...  ...  ... ...   ...  ...   ...   ๑๘๓
ความหมายของสัมมาวายามะมีคำแทนกันได้ : วิริยะ, ฐิตะ, อัปปฏิวาณี ปรักกมะ .... ๑๘๔
หลักบาลีมี๔ : ป้องกัน, ละ, สร้าง, รักษา,ในสิ่งนั้นๆคือกิเลส ... .... .... ... ๑๘๕
     ๑. สิ่งที่ควรป้องกันคือวิกฤตการณ์อันเป็นตัวกิเลส .. .... ... ... ... ..  ๑๘๖
     ๒. ละสิ่งที่ควรละด้วยการใช้ธรรมะ ๔ เกลอ ... ... .... ... ... ...  ๑๘๗
     ๓. สร้างที่ควรสร้างคือสันติภาพ .. .. .. ... .... ... ... ... ...   ๑๘๗
ความหมายของสันติภาพ คือความสงบเย็นซึ่งเป็นนิพพานระดับหนึ่งด้วย .. ... ... .. ๑๘๘
เย็นเป็นความหมายของนิพพาน ซึ่งรู้สึกได้ด้วยจิต ขณะไม่ปรุงอะไร ... ... ... ..  ๑๘๙
     ๔. รักษาสันติภาพ ต้องใช้ปัญญา รู้เหตุที่เกิด และรักษาความเย็นไว้ .. .. ..  ๑๙๐
ต้องมีความอดกลั้นอดทน, อยู่ได้ด้วยความไม่ประมาท, สำรวมกายใจ .. ... ....   ๑๙๑
สันติสุขส่วนบุคคลเป็นพื้นฐานสันติภาพสังคม, จิตถูกต้อง อื่นก็ถูกด้วย .. ... .... ... ๑๙๒
ทั้งสุขและทุกข์เป็นเครื่องมีอามิส ต้องเป็นความว่างจึงจะสงบเย็น .. ... ... ...   ๑๙๓
ความสุขยังหลอกลวง ต้องขึ้นไปเหนือสุขเป็นความว่างจะไม่ลวง ... ... ... ....  ๑๙๔
สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้คือมีชีวิตเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ได้ต่อตายแล้ว .. .... ...   ๑๙๕
ควรพยายามเป็นมนุษย์ที่เต็มคือ : ๑. เป็นบุตรดีของบิดามารดา ๒. เป็นศิษย์ดี .. ... ๑๙๖
๓. เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ซึ่งเรื่องนี้สำคัญที่สุด แต่คนไม่มองเห็น  .. ... .. ... . ๑๙๗
๔. เป็นพลเมืองดีของชาต ซึ่งต้องปฎิบัติตามหลักทิศ ๖ นั้นเอง .. .. ... ... ..   ๑๙๘
ปฎิบัติตนตามหลักทิศ ๖ ได้สมบูรณ์ จักเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ   .. ... ...  ๑๙๙
ทิศเบื้อนบน, เบื้องล่าง ก็มีความสำคัญ ปฎิบัติไม่ถูกต้องจะเกิดความเสื่อมเสีย .. ...  ๒๐๐
๕. เป็นศาสนิกชนที่ดีคือปฎิบัติตามระบบที่ห่างไกลจากความทุกข์ .. ... ... ... ..  ๒๐๑
พุทธบริษัทเป็นศาสนิกที่ดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า, ไม่หลงไสยศาสตร์ ... ... ..  ๒๐๒






                                  (๑๒)
                                                                 หน้า

๖. พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ผู้อื่นให้มากที่สุด เพื่อเป็นมนุษย์เต็ม.. ... ... ..  ๒๐๓
๗. ปฎิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม ๗, ลดความเห็นแก่ตัวให้มาก... .. ... ... ..  ๒๐๔
สัปปุริสธรรม ๗ ได้แก่รู้จัก เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล.. ... ... ..  ๒๐๕
เมื่อปฎิบัติตามหลักสัปปุริสธรรม ๗ ถูกต้อง จะมีผลสำเร็จตามต้องการเสมอ.. ... ..  ๒๐๖
๘. เรื่องที่ต้องพยายามต่อสู้คือละกิเลส สร้างโพธิ, เป็นอยู่อย่างมัธยัสถ์. .. ... ..  ๒๐๗
๙. พยายามทำความสงสัยให้หมดไปด้วยการเป็นพหูสูตร... ... ... .... ... ..  ๒๐๘
๑๐. พยายามทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน มิต้องรอให้ผู้อื่นช่วย.. ... ... .... ... ..  ๒๐๙
ผลที่พึ่งประสงค์จะเป็นสวรรค์, นิพพาน, ต้องได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้.. ... .... ... ..  ๒๑๐
พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่มีหลักผิดเพี้ยน ทุกอย่างต้องเป็นที่นี้และเดี๋ยวนี้. .... ... ..  ๒๑๑
เรื่องญาณคือความรู้พูดกันมาก แต่พระองค์ทรงสอนมี ๒ : ธัมมฐิติกับนิพพาน.. ... ..  ๒๑๒
ธัมมฐิติญาณคือเห็นตามเป็นจริงให้มากและก็เห็นฝ่ายนิพพานญาณ.. ... .... ... ..  ๒๑๓
ญาณอีกคู่หนึ่ง : ธรรมญาณ-รู้จริง, อัน์วยญาณ-รู้มากขึ้นจนสมบูรณ์เป็นนิพพาน. ... ..  ๒๑๔
ต้องพยายามนำศีลธรรมและมัตถธรรมกลับมา มิฉะนั้นโลกาไม่สงบเย็น. .... ... ..  ๒๑๕
พยายามหมุนโลกให้ถูกทิศทาง เพราะเดี่ยวนี้สร้างอบายมุขกันเต็มโลก. .... ... ..  ๒๑๖
สรุปว่า พยายามช่วยตนเองให้ออกจากทุกข์ แล้วช่วยผู้อื่นด้วย... ... .... ... ..  ๒๑๗
พยายามช่วยกันประพฤติปฎิบัติเพื่อสร้างเหตุแห่งสันติภาพแก่โลก.. ... .... ... ..  ๒๑๘

                    ๘. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) (สัมมาสติ)

ที่พูดมาแล้วเป็นหมวดปัญญา, ศีล, หมวดสมาธิเริ่มสัมมาวายามะ. ... .... ... ..  ๒๑๙
เรื่องสัมมาสติก็เริ่มศึกษาตั้งแต่พยัญชนะว่ามีความหมายอย่างไร.. ... .... ... ..  ๒๒๐
สัมมาสติโดยอรรถะ มุ่งหมายให้ระลึกได้รวดเร็วทันเวลาและถูกต้อง.. .... ... ..  ๒๒๑
ระลึกได้ทันท่วงทีจะควบคุมจิตมิให้ปรุงแต่งไปอย่างผิด ๆ    ... ... .... ... ..  ๒๒๒






                                  (๑๓)
                                                                หน้า

โอกาสที่ต้องใช้สติ : ๑. เมื่อมีผัสสะ ๒. ทุกอิริยาบท ๓. ปกติภาวะ  .... ... ..  ๒๒๓
เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงต้องทำสติให้สมบูรณ์มิให้ประมาท   .... ... .... ... ..  ๒๒๔
ที่มาของสติ : ๑.มีมาตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต แต่ยังไม่พอ.. ... .... ... ..  ๒๒๕
๒.สติมากขึ้นตามกาลเวลา ๓.สติที่ประกอบขึ้นโดยวิธีจิตภาวนา.. ... .... ... ..  ๒๒๖
หลักฝึกสติในบาลีมีเรียกสติปัฏฐาน ๔.อานาปานสติแบบสั้น,แบบยาว... .... ... ..  ๒๒๗
สติปัฏฐานทุกแบบมุ่งหมายกำจัดอภิชฌาและโทมนัสออกจากจิต.... ... .... ... ..  ๒๒๘
ดำรงสติอยู่จะมีความเพียรสติสัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ ... .... .... ...   ๒๒๙
เฉพาะวิธีอานาปานสติมีกฎทำให้ถูกต้องทาง กาย เวทนา จิต ธรรม ...  .. ... .  ๒๓๐
หมวด ๑ กาย - รู้ธรรมชาติของลมหายใจปรุงแต่งกายลมและกายเนื้อ ... ... ...  ๒๓๑
ต้องการกายเนื้อสงบเย็นต้องบังคับกายลมให้สงบรำงับก่อน .. ... ... ... ... .  ๒๓๒
ฝึกให้รู้จักเมื่อลมหายใจยาว,สั้น จะรู้ว่าจิตปั่นป่วนหรือสงบอย่างไร ... ... ... ..  ๒๓๓
หมวด ๒ เวทนา : ฝึกดูจิตขณะมีปิติสุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร
ควบคุมเวทนาได้พอควร ... ... ... ... ... ... .. ... ... ... ... ..  ๒๓๔
หมวด ๓ จิต : ดูจิตว่ามีราคะ กำหนัด โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านหรือว่าง .. ... ...  . ๒๓๕
บังคับจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ในการบังคับควบคุม ... .. .. ... ... ... ... .  ๒๓๖
คำว่าสมาธิคือจิตผ่องใส บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส,มิใช่นิ่ง ๆ เป็นก้อนหิน .. ... ... ...  ๒๓๗
บังคับจิตให้ปล่อยวาง,ไม่ยึดมั่นแล้ว หมวด 4 รู้สัจจะของธรรมชาติ ... ... ... ..  ๒๓๘
ขั้นหนึ่ง ดูความไม่เที่ยง ของกายและจิตจากการที่ฝึกมาแต่หมวดต้น ๆ  ... ... ...  ๒๓๙
เห็นไม่เที่ยงเป็นธรรมญาณแล้วเห็นอันวยญาณ,วิราคะ,นิโรธะ.ปฏินิสสัคคะ .. ... ... ๒๔๐
ฝึกสติปัฏฐาน ๔ จนถึงปฏินิสสัคคะจะรู้ว่าจบแล้วมีวิมุตติแล้ว ... ... ... ... ....  ๒๔๑
เป็นผู้มีสติแล้ว จะบังคับความรู้สึกนึกบังคับตัวเองและช่วยผู้อี่นได้  ... ... ... ...  ๒๔๒
เมื่อมีสติจะสามารถนำปัญญามาใช้ได้เพียงพอ ต่อสู้ปัญหาได้ถูกต้องทุกโอกาส  ... ...  ๒๔๓







                                  (๑๔)
                                                                 หน้า

ในโลกไม่สนใจเรื่องสติเลย จึงควบคุมโลกให้ถูกต้องไม่ได้ ... ... ... ... ...   ๒๔๔
ปัจจุบัน โลกมีปัญหายุ่งยากมาก ไม่มีทางแก้เพราะไม่ใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ ... ...  ๒๔๕
ต้องมีสติสมบูรณ์ ใช้ ธัมมิกสังคมนิยม จึงจะช่วยให้มีสันติภาพได้ .... .. ... ...  ๒๔๖-๗

               ๙.เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) [สัมมาสมาธิ]

พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมวินัยไว้มากก็ด้วยมุ่งให้เกิดสันติสุขสันติภาพ .. ... .... .  ๒๔๘
ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง ในฐานะพุทธบริษัทยิ่งต้องสนใจ .. ... ... ... ... ... ... ๒๔๙
ประจวบเป็นปีที่สหประชาชาติจัดเป็นปี สันติภาพ (๒๕๒๙) จึงควรร่วมมือ ... ... ... ๒๕๐
เรื่องสัมมาสมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดสันติภาพด้วย เพราะตั้งจิตไว้ถูกต้อง .. ... ... .. ๒๕๑
สมาธิจิตทำประโยชน์ได้มากจึงต้องฝึกให้บริสุทธิ์ ตั้งมั่น ว่องไว .. ... .... ... .. ๒๕๒
เป็นการเตรียมจิตให้พร้อม เพื่อต่อสู้สิ่งรบกวน ปกติได้แก่นิวรณ์ ... ... ... ... .. ๒๕๓
ปกติ สมาธิมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เรามีระเบียบปฏิบัติทำให้มีมากขึ้นได้ ... ... ...  ๒๕๔
สมาธิตามสัญชาตญาณมีประโยช์มากทำให้มีชีวิตรอดอยู่ได้ .. ... ... ... ... ...  ๒๕๕
สมาธิโดยรู้สึกตัวซึ่งตั้งใจให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งคนหรือสัตว์ .. ... .. ... ...  ๒๕๖
สมาธิทางสัญชาตญาณมันเพิ่มขึ้นได้ ตามอายุและตามการฝึกอบรม .. ... ... ... .. ๒๕๗
สมาธิจึงแบ่งเป็น ๓ ระดับ สมาธิภาวนา ต้องฝึกกระทำขึ้นจึงจะใช้ประโยชน์ได้ .. ... ๒๕๘
สมาธิที่ทำงานอยู่กับปัญญาเรียกว่า อนันตริยสมาธิมีประโยชน์ที่สุด .. .. ... .. ...  ๒๕๙
สมาธิทุกระดับนำใช้ได้ทั้งทางสัมมาและมิจฉา, ถ้าถูกต้องก็เป็นโพธิ ... ... .... .. ๒๖๐
ลักษณะของความเป็นสมาธิ มีจุดเดียวมีนิพพานหรือความรอดเป็นอารมณ์ .. ... ...   ๒๖๑
มีปัญญาเป็นเครื่องบุกเบิกไปสู่ความมุ่งหมายคือเอกัคคตา(นิพพาน)... ... ... ...   ๒๖๒
การฝึกสมาธิต้องมีการกำหนด; อารมณ์, จิตผู้กำหนด, ผลที่เกิดขึ้น ... ... ... ... ๒๖๓
ภาวะจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ขณะนั้นหรือเกิดองค์ฌาน, นั้นเป็นสมาธิ .. ... ... ...   ๒๖๔

d05503
                                  (๑๕)
                                                                 หน้า

ความเป็นสมาธิ คือจิตประกอบด้วย วิตก วิจาร ปิติสุข เอกัคคตา ... ... ... ...  ๒๖๕
เมื่อจิตเป็นสมาธิมีชื่อเรียกว่าเป็นญาณชั้นต่าง ๆ เช่นรูปญาณ อรูปญาณ ฯลฯ ... ...   ๒๖๖
จิตเป็นสมาธิแล้ว พร้อมที่จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง .. ... ... ... ... ...  ๒๖๗
สมาธิมีลักษณะเฉพาะกิจที่ทำ เรียกชี่อต่าง ๆ กัน ... ... ... ... ... ... ...  ๒๖๘
เช่นเรียก สมาธินทรีย์, สัมมาสมาธิ, อริยสัมมาสมาธิ, มิจฉาสมาธิ ... ... ... .  ๒๖๙
อริยสัมมาสมาธิเป็นหัวหน้าในมรรคมีองค์ ๕, ๗ องค์ข้องต้นเป็นบริขาร, ลูกมือ .. ... ๒๗๐
การตัดกิเลสต้องใช้ศีล สมาธิ ปัญญา รวมกันจึงจะทำได้ .. ... ... ... ... ...  ๒๗๑
สมาธิต้องทำงานคู่กับปัญา, ส่วนศีลฝากไว้ในทั้งสมาธิ ปัญญา .. .. .. ... .. ...  ๒๗๒
ประโยชน์ของสมาธิมีได้ทั้งในกิจทั้งปวงและที่เกี่ยวกับศาสนา ... ... ... ... ...  ๒๗๓
อานิสงส์ทางศาสนาตรัสไว้ ๔ อย่าง: ๑.มีสุขทันตาเห็น ๒.มีอำนาจทิพย์
     ๓.มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ๔.มีความสิ้นอาสวะ ... ... ... .. .. ... ...  ๒๗๔
ยังมีผลซึ่งเรียกในหมวดอจินไตยวัตถุ-ไม่มีใครกำหนดได้ เรียก ฌานวิสัย,
     พุทธวิไสย, กรรมวิบาก, โลกจินต์ .. ... ... ... ... ... .... ...   ๒๗๕
สมาธิสมบูรณ์จะเกิดผลเป็นสัมมาญาณะ, สัมมาวิมุตติด้วย .. ... ... ... ... ...  ๒๗๖
มีคำตรัสว่าปฏิบัติตามสัมมา ๑๐ ประการนั้นจะอยู่เหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย .. ... .. ๒๗๗
สัมมา ๑๐ เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ เป็นยาหรือน้ำชำระมลทินหมดสิ้น .. ... ... ...   ๒๗๘
ถ้ามีอริยสัมมาสมาธิแล้วจักสร้างพรหมโลก นรก สวรรค์ นิพพาน ได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ .. ...  ๒๗๙
สันติภาพแท้จริงจะมีได้ต่อเมื่อมีความถูกต้องทางจิตใจ .. .. .... ... ... ... .. ๒๘๐
ทุกศาสนาสอนให้รักกัน แต่ทำไม่ได้เพราะบังคับจิตไม่ได้, ไม่มีสมาธิ ... .. ... .. ๒๘๑

    ๑๐. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) [สัมมาญาณะ]

สัมมาญาณะเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพได้ด้วย ... ... ... ... ... ... ... ...   ๒๘๒
ทบทวนคำบรรยาย ที่แล้วมา เรื่องมรรคมีองค์ ๘ ... ... ... ... ... ... ...  ๒๘๓





                                   (๑๖)
                                                                 หน้า

ครั้งนี้จะกล่าวถึงสัมมัตตะ ๑๐ องค์ที่ ๙, ญาณ-ความรู้ ไม่ใช่ฌาน-เพ่ง .. ... ... . ๒๘๔
ตรัสว่าปฏิบัติครบตามสัมมัตตะ ๑๐ จะล่วงพ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ ... ... ... . ๒๘๕
ต้องศึกษาให้เข้าใจในอรรถพยัญชนะของคำเพื่อเกิดความรู้สูงขึ้น .. ... ... ... .. ๒๘๖
สัมมาญาณะเป็นความรู้ถูกต้องสำหรับดับทุกข์ได้ มิใช่ถูกต้องอย่างอื่น .. ... ... ...  ๒๘๗
ญาณพวกแรกคือสัญชาตญาณ เกิดอยู่ตามธรรมชาติ รักษาตนให้มีชึวิต .. ... ... ...  ๒๘๘
ระดับ ๑ นี้ มีอยู่ในทุกชีวิตเป็นความรู้ตามธรรมชาติ, เปลี่ยนได้ตามการอบรม .. .... ๒๘๙
ระดับ ๒ มีความรู้ผิด ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นกิเลส ๓ รู้ถูกต้องเปลี่ยนเป็นโพธิ .. ... ... ๒๙๐
ในชีวิตจะเป็นไปตามอำนาจกฎธรรมชาติคืออิทัปปัจจยตาตั้งแต่แรกจนดับทุกข์ได้ ... ... ๒๙๑
ญาณที่เกึ่ยวกับมนุษย์จึงมีกลาง ๆ, รู้ผิด, เปลี่ยนไปเป็นรู้ถูก .. ... ... .... ...  ๒๙๒
ทางมาแห่งความรู้ : รับฟังมาใคร่ครวญ, ทำใจให้เป็นสมาธิเป็นญาณ ... ... ... . ๒๙๓
การฝึกให้เกิดปัญญามี ๓ ทาง : ๑ สุตามัย ๒ จินตามัย ๓ ภาวนามัย ... ... ...   ๒๙๔
ความรู้จะเกิด ๓ ระดับ : จากการฟัง, การคิด,การสัมผัสกับผลปฏิบัติ .. ... ... . ๒๙๕
ญาณ-ความรู้แรก เรียกธัมมญาณ, วิวัฒนาการมาเป็นอันวยญาณ ...... ... ... ... ๒๙๖
ความรู้จะสูงขึ้นเป็น ๒ พวก พวกแรกเป็นธัมมฐิติญาณ .. ... ... .. ... ... ..  ๒๙๗
เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเปลี่ยนระดับเป็นนิพพานญาณ . ... ... ... ...  ๒๙๘
ธัมมฐิติญาณ-รู้ตามจริงว่ายึดถือไม่ได้ แล้วรู้จักปล่อยเป็นนิพพานญาณ .. .. ... ... . ๒๙๙
ถ้าหยุดยึดมั่น ทำอะไรไปตามสติปัญญา จะอยู่อย่างสันติ มีวิมุตติหลุดพ้น ... ... ...   ๓๐๐
เดี๋ยวนี้ไม่มีสัมมาญาณ บูชาวัตถุ, ไม่รู้จักวิมุตติ, มีเสรีภาพผิด ๆ  ... .... ... ..  ๓๐๑
โลกเป็นทาสของวัตถุนิยม, สร้างปัญหาใหม่เรื่อย, ไม่อาจมีสันติภาพได้ .... ... ..  ๓๐๒
ถ้าไม่มีธัมมฐิติญาณ รู้ตามเป็นจริงว่ายึดถือไม่ได้ ก็จะมีแต่แย่งกันหาอำนาจ ... ... .. ๓๐๓
พุทธบริษัทควรจะมีกฎธรรมชาติเป็นพระเจ้า, มิใช่ถือเทวดาบันดาล .... ... ... .. ๓๐๔
พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ขลาดงมงายผิดธรรมชาติอย่างไสยศาสตร์ ... ... .. ๓๐๕







                                  (๑๗)
                                                                 หน้า

ไสยศาสตร์มีไว้สำหรับคนขลาด หลง, ยังทำลายไม่ได้ .. ... .... .... ... ... ๓๐๖
ถ้ามีความรู้เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง, มีสัมมาญาณจึงจะมีสันติภาพ .. ... ... ... ๓๐๗
พุทธบริษัทต้องรุ่งเรืองด้วยปัญญา, รู้จักธัมมฐิติญาณและนิพพานญาณ ... ... .... ..  ๓๐๘
มีสัมมาญาณ ไม่เป็นไสยศาสตร์ กำจัดความโง่ได้ มีหวังที่จะมีสันติภาพ .... ... ...  ๓๐๙
เราต้องอยู่อย่างมีสัมมาญาณ ซึ่งจะพาร่างกายจิตใจ วัตถุไปในทางถูกต้อง .. .... ...๓๑๐
สันติภาพแท้จริงสูงสุดเราเรียกชื่อว่านิพพานคือเย็น มีในพุทธศาสนา .. ... ... ...  ๓๑๑
ความเย็นมีหลายระดับ : แบบชาวบ้าน-สุขสบาย, และนิพพานสมบูรณ์ถาวร ... ... . ๓๑๒
ถ้าเป็นมนุษย์ถูกต้องมีใจสูง ไม่มีความทุกข์เลย ก็เย็นถึงที่สุด .. ... ... ... ...   ๓๑๓


     ๑๑. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) [สัมมาวิมุตติ]

ทบทวนเรื่องที่บรรยายมาแล้ว ... ... .. ... ... .... ... .... ... ...   ๓๑๔
ศึกษาคำว่าวิมุตติว่าเป็นเหตุให้เกิดสันติภาพได้ ... ... ... ... ... ... ... .  ๓๑๕
สัมมาวิมุตติ คือ หลุดพ้นจากเครื่องผูกพันทรมานรบกวนได้มี ๔ ประการ : ... ....   ๓๑๖
มีปัญหา ๔ พวก : ทางวัตถุ, ทางกาย, ทางจิต, ทางวิญญาณ .. ... ... ... ... ๓๑๗
ปัญหาสูงสุดที่ผูกพันได้แก่เรื่องพระเจ้า, คนสร้างโลกแข่งกับพระเจ้า .. ... .... .. ๓๑๘
วิมุตติมีคำใช้แทนกันได้ เช่น นิพพาน สุญญตา วิสังขาร .. .... ... ... .. ...   ๓๑๙
เรื่องเช่นนั้นเอง เป็นความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสติปัญญา .. .... ... ... ... ... ๓๒๐
ความหลุดพ้นก็มีเสรีภาพ ถ้าไม่หลุดพ้นจะอยู่สงบไม่ได้  .. ... .... .... ... ... ๓๒๑
สิ่งมีชีวิตมีสัญชาตญาณอยากหลุดพ้นอยู่แล้วจึงง่ายที่จะทำให้สูงขึ้นไป ... ... .... ... ๓๒๒
ชีวิตต้องการอิสระวิเวก ไม่ถูกรบกวน เป็นเชื่อมาแต่สัญชาตญาณ ...  ... .. ...   ๓๒๓
ความหลุดพ้นตามหลักธรรมมี ๓ ได้แก่ ๑.ตทังควิมุตติ เป็นครั้งคราวไม่เจตนา .. ...  ๓๒๔
๒. วิกขัมภนะ ฝึกบังคับจิตให้ปล่อยวาง, ๓.สมุจเฉทะ ตัดรากความยึดมั่น... .... .. ๓๒๕





                                  (๑๘)
                                                                หน้า

ให้สนใจฝึกฝน ศึล สมาธิ วิปัสสนนา จะพบความหลุดพ้นแต่ละขั้น ... .... ... ...  ๓๒๖
ความหลุดพ้นเป็นอายตนะที่สัมผัสได้เป็นคราว ๆ ควรสัมผัสดู .. .. ... ... ... .. ๓๒๗
ความหลุดพ้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้ว่าง เย็น หยุด สงบ แม้ชั่วครู่ .. ... ...   ๓๒๘
ต้องรู้จักความว่าง ปล่อย สงบ เย็น ไม่มีทุกข์ แม้ชั่วขณะกระทั่งไม่ทุกข์เลย ... ... . ๓๒๙
ความหลุดพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นการหลุดจากสิ่งผูกพันร้อยรัด, เป็นสุข ... ... ...  ๓๓๐
ความยึดมั่นเหนียวแน่นคือความเห็นแก่ตัวซึ่งมาจากมีตัวตนของตน ... ... ... ... . ๓๓๑
เมื่อจิตโง่ไปยึดตัวตน-ของตน ถ้าปล่อยได้ จะเริ่มหลุดพ้น, ไม่มีทุกข์ ... .... ....  ๓๓๒
ความปล่อยวางเป็นตัวสันติภาพอยู่ในตัว มีภาวะเป็นนิพพาน ... ... .... ... ...  ๓๓๓
มีบาลีกล่าวไว้ว่า สพฺพปธิป ฏินิสฺสคฺโค โอปธิกํปุญฺญํ ตณฺหกฺขโย ฯ .. ... ... ... .. ๓๓๔
สลัดคืน, ปล่อยวางเสีย ดังบาลีว่า วิราโค นิโรโธ, ดังนี้แล้วเป็นสันติภาพในตัว ... . ๓๓๕
โดยธรรมชาติทุกชีวิตต้องการหลุดพ้น, บุคคลหน่วยย่อยจึงต้องมีสันติภาพก่อน ... ... . ๓๓๖
มนุษย์ไม่รู้จักสันติภาพ ยิ่งเจริญยิ่งบ้า, กิเลสครองโลกจึงไม่มีสันติภาพ ... ... ....  ๓๓๗
มนุษย์มีความยึดถือมากกว่าสัตว์และชีวิตอื่น ๆ จึงเกิดความวุ่นวายเบียดเบียนกัน ... .. ๓๓๘
ถ้ามีความถูกต้องและพอใจในทุกสิ่ง, ไม่ต่อสู้ด้วยโง่เขลา ก็จะมีสันติภาพได้ ... ... . ๓๓๙
ดับตัวกู-ของกู เสียได้จักเป็นยอดสุขของสันติภาพ, ทำใด ๆ ไปตามธรรมชาติ,
    ไม่มีปัญหา  ... ... .... ... .... ... .... ... .. ... ... ...  ๓๔๐
มนุษย์ยังชอบความเจริญแบบเจ็บปวดก็ต้องมีวิกฤตการณ์ไปจนกว่าจะเบื่อ ... ... ...  ๓๔๑

    ๑๒. เหตุให้เกิดสันติภาพ (ต่อ) [สัมมาวิหาโร]

จะสรุปว่าเหตุแห่งสันติภาพคือการเป็นอยู่ชอบ ... .... ... .. ... ... ... ..  ๓๔๒
เป็นอยู่ชอบ เป็นเครื่องมือทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ .. ... .... ... ... . ๓๔๓
ต้องพูดกันในเรื่องปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้าเสียก่อน .. ... .. .. ... ๓๔๔






                                  (๑๙)
                                                                 หน้า

โดยหลักใหญ่ ๆ พวก ๑ ถือว่ามีพระผู้สร้างอีกพวก ๑ ถือว่ามีแต่กฎธรรมชาติ ... ...  ๓๔๕
พวก ๑ ระบุว่าพระเจ้าอย่างบุคคลเป็นผู้สร้าง, พุทธบริษัทมีกฎอิทปัปัจยตาผู้สร้าง ...   ๓๔๖
พุทธบริษัทมีกฎธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ควบคุม ทำลาย เหมือนบุคคล ... ... .. ...   ๓๔๗
ถ้าพระเจ้าเป็นผู้สร้าง ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพระเจ้าต้องทำให้มีสันติภาพ .. .... ...  ๓๔๘
"พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ช่วยตัวเอง" ฉะนั้นมนุษย์จำต้องช่วยตัวเองตามกฎธรรมชาติ ... ๓๔๙
เราจะพูดเสียเลยว่า หน้าที่คือพระเจ้า เป็นสิ่งสูงสุดที่ต้องเคารพ .. ... .... ...  ๓๕๐
หน้าที่แปลว่าธรรมะตามพจนานุกรมอินเดีย เป็นพระเจ้าอย่างวิทยาศาสตร์ ... ... .. ๓๕๑
พระเจ้าภาษาคนเป็นอย่างบุคคล, ภาษาธรรมเป็นความจริงตามธรรมชาติ .. ... ... ๓๕๒
พระเจ้าภาษาธรรม ต้องบูชาด้วยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของสัจจธรรม   ... .... .. ๓๕๓
ถ้ามองเห็นอิทัปปัจจยตา ชื่อว่า เห็นธรรมชนิดที่เห็นพระพุทธเจ้า .. .. ... ... ... ๓๕๔
หน้าที่ถูกต้องคือพระเจ้า จะอำนวยสันติภาพให้, ได้มาจากเป็นอยู่ชอบ .. ... ... .. ๓๕๕
เป็นอยู่ชอบคือทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา ... ... ... ... .... ...  ๓๕๖
พระพุทธเจ้าคือผู้สอน พระธรรมเป็นคำสอน พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติหน้าที่ .. ... ... ... ๓๕๗
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบการเป็นอยู่ชอบ นับว่าเป็นเดียรถีย์แบบหนึ่ง .. ... ... ... . ๓๕๘
สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้นจะช่วยให้รอดจากปัญหา, จากทุกข์, ดับทุกข์สิ้นเชิง ... ... ... ๓๕๙
พุทธบริษัทต้องรู้จักความหมายของนิพพานชนิดของชาวพุทธ ... ... .... ... ...   ๓๖๐
ความว่างจากกิเลสในบางคราวก็เย็นตามธรรมชาติเป็นตทังคนิพพาน ... .... ...   ๓๖๑
นิพพานสมบูรณ์ต้องถึงด้วยปัญญาวิปัสสนา, เย็นชั่วคราวเรียกว่านิพพุตะ ... ... ...   ๓๖๒
นิพพานหมายถึงเย็นเมื่อความร้อนดับไป ไม่เกี่ยวกับความตาย ... ... ... ...  .. ๓๖๓
พระพุทธเจ้าบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานตั้งแต่เมื่อตรัสรู้ ... .... .... ....  ... .. ๓๖๔
คำนิพพานแปลว่าดับเย็นทางวัตถุก็ได้, สัตว์คลายดุร้ายเชื่องขึ้นก็ได้ ... ... ... ..  ๓๖๕
เมื่อมีการเป็นอยู่ชอบ จะมีผลเป็นชีวิตเย็น, คนแต่ละคนเย็นโลกก็เย็น ... .. ... .. ๓๖๖







                                  (๒๐)
                                                                 หน้า

ช่วยกันปฏิบัติชอบ คือสัมมาวิหารจะมีผลเย็นเป็นนิพพุโตหรือนิพพานได้ .. .. ... ...  ๓๖๗
อยู่ในโลกอย่างสัมมาวิหารจะไม่ถูกเขี้ยวของโลก คือเป็นโลกุตตระไม่มีทุกข์ .. ... .. ๓๖๘
เคล็ดสำหรับความเป็นอยู่ชอบ คือพอใจยินดีเป็นสุขเมื่อทำหน้าที่ .. ... ... ... ... ๓๖๙
หน้าที่คือธรรมะ, ช่วยชีวิตให้รอด บูชาหน้าที่แล้วจะเป็นอยู่ชอบ .. ... ... .. ...  ๓๗๐
เป็นอยู่ชอบหายาก เพราะหลงเจริญด้วยวัตถุ, ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ ... ... ... .. ๓๗๑
เป็นอยู่ชอบถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา, ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ .. .... ... ... . ๓๗๒
มีสัมมาทิฏฐิเป็นหลัก จะข้ามพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ และเรียนเท่าที่จำเป็น ... .. .. ...  ๓๗๓
เรียนอิทัปปัจจยตารู้ว่าทุกข์เกิดมาอย่างไร, พอใจทำหน้าที่, ชีวิตก็เย็น ... ... ...  ๓๗๔
สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุให้ทำถูกตลอดสาย, จะรอดจากปัญหาทั้งปวงได้ .. ....  ... ... ๓๗๕
ทำอะไรต้องมีความรู้, มีเจตนา, มีการกระทำถูกต้องด้วยสติสัมปชัญญะ .. ... ...   ๓๗๖
พระพุทธเจ้าทรงสอนทุกเรื่องเพื่อดับทุกข์, ทุกศาสนาก็สอนเพื่อดับทุกข์ ... .... ...  ๓๗๗
พุทธบริษัทต้องศึกษาในสิ่งที่ควรรู้เท่าที่จำเป็น รู้แต่เรื่องดับทุกข์ ... ... .... ... . ๓๗๘
ครั้นดับทุกข์แล้วก็จะมีสันติสุขส่วนบุคคล มีสันติภาพของโลก .. .... .... .... .... ๓๗๙
สันติภาพมีได้เพราะสัมมาวิหาร, เป็นอยู่ถูกต้อง ไม่ต้องอาศัยไสยศาสตร์ .. ... ...  ๓๘๐
ประพฤติตามมรรคมีองค์ ๘ เพิ่มสัมมาญาณะ, สัมมาวิมุติ, จะมีสันติภาพแท้จริง .. .. . ๓๘๑

    ๑๓. จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ

ทบทวนมูลเหตุให้เกิดสันติภาพที่บรรยายมาแล้ว ... ... .. .. ... .... .. ... ๓๘๒
มีปัญหาเรื่องราษฎรกับรัฐบาลจะต้องอยู่อย่างไรจึงจะมีสันติภาพ ... .... ... ...  ๓๘๓
ปัจจุบันบูชาเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว, ไม่มีศีลธรรม .. .... ... .. ๓๘๔
ทั้งราษฎรทั้งรัฐบาลจะต้องมีศีลธรรม จึงจะอำนวยให้มีสันติภาพได้ ... .... .... . ๓๘๕
บุคคลจะต้องมีศีลธรรมโดยข้อแรก มีการศึกษาถูกต้อง ไม่เป็นหางด้วน .. .. .. ... ๓๘๖






                                  (๒๑)
                                                                 หน้า

การศึกษาดีมีผล อย่างน้อยไม่เห็นแก่ตัว, มนุษย์ควรรับผิดชอบเรื่องสันติภาพ .. ... .. ๓๘๗
ข้อสอง แต่ละบุคคลต้องมีสุขภาพดี ทางอนามัย กาย จิต วิญญาณ .. ... ... ... .. ๓๘๘
เดี๋ยวนี้สุขภาพไม่ดีทั้งกายจิต สติปัญญา, เป็นโรคร้ายต่าง ๆ มากขึ้น ... ... ... .. ๓๘๙
สูญเสียสติปัญญา เพราะเป็นทาสกิเลส, เกลียดธรรมะ, นิยมแต่สิ่งประโลมใจ ... ... ๓๙๐
ข้อสาม ปัญหาในครอบครัวมีมากเพราะไม่ปฏิบัติตามหลักทิศทั้ง ๖ ... ... ... ...   ๓๙๑
ข้อสี่ ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่ดี : กินอยู่แต่พอดีเหลือใช้ก็ทำสาธารณประโยชน์ ... ...  ๓๙๒
ถ้าระบบเศรษฐกิจดีเขาอยู่กันอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ... ... ....  ๓๙๓
คนมีกับคนจนต้องร่วมกันผลิตประโยชน์มาแบ่งปันกัน ... ... .... ... ... ... .. ๓๙๔
ข้อห้า รู้จักธรรมะดีจนรู้ว่า ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่คือธรรม ... .... ... ... ..  ๓๙๕
ต้องมีธรรมะเป็นชีวิต ทำงานสนุกไม่เป็นคนเกียจคร้าน .. .... ... ..... .. ..  ๓๙๖
หน้าที่มี ๒ ชั้น : ทั่วไปทำให้รอดชีวิต, สูงขึ้นทำให้ไม่เป็นทุกข์ ... .. ... ... ..  ๓๙๗
หน้าที่ชั้นต้นช่วยให้รอด, แล้วไม่เป็นทุกข์, โลกิยะ โลกุตตระต้องไม่แยกกัน ... ....  ๓๙๘
ข้อหก ทุกคนในดลกต้องไม่เห็นแก่ตัว, ต้องรักผู้อี่น เพราะมีปัญหาเดียวกัน ... ... .. ๓๙๙
ข้อเจ็ด มีศีลธรรมในการคิด พูด ทำ ชนิดที่เป็นไปเพื่อความปรกติ .. .... ... ...  ๔๐๐
ข้อแปด มีสัมมาทิฏฐิ : ในความคิดเห็น, ความเชื่อ, ความเข้าใจ, อย่างถูกต้อง ...  ๔๐๑
ข้อเก้า จงเป็นคนมีชีวิตเย็น คือมีนิพพานเป็นแบบชาวโลกหรือโลกุตตระตามลำดับ ... . ๔๐๒
มีธรรมะพอที่จะไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น เย็นได้ในท่ามกลางสิ่งยั่วให้ร้อน ... ... ... ... ๔๐๓
พยายามมีชีวิตเย็น ประกอบด้วยคุณธรรม ๙ ข้อข้างต้น จะช่วยสร้างสันติภาพได้ .. ..  ๔๐๔
บุคคลมีความถูกต้องแล้วสังคมจะถูกต้องด้วยโดยมีธรรมะ
   ข้อแรก ต้องมีระบบเศรษฐกิจถูกต้องในสังคมนั้น  ... ... .... ... ... ... ๔๐๕
ข้อสอง มีระบบการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนด้อยกับคนเด่น เป็นระบบธัมมิกสังคมนิยม .... ๔๐๖
ข้อสาม มีระบบการเมืองถูกต้อง อยู่กันเป็นผาสุกไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตรา ... ... ๔๐๗







                                  (๒๒)
                                                                 หน้า

ถ้ามีพลเมืองดี ควบคุมรัฐบาล, จะมีรัฐสภาหรือผู้แทนถูกต้อง .... ... ... ... ..  ๔๐๘
หลักปฏิบัติ หน้าที่ทุกแขนงต้องมีหลักศีลธรรม วัฒนธรรม ศาสนา .. .... .... ...   ๔๐๙
ข้อสี่ ต้องมีระบบการปกครองที่เป็นธัมมิกประชาธิปไตย, ประชาชนต้องมีศีลธรรม .. .. ๔๑๐
ข้อห้า ต้องมีระบบศีลธรรมศาสนา อันถูกต้อง, คัดเลือกมาแต่ทางวัฒนะที่ดี ... ... .. ๔๑๑
วัฒนาต้องเป็นไปแต่ทางถูกต้องในวัฒนธรรมศีลธรรมและศาสนา ... ... ... .... . ๔๑๒
ข้อหก มีการศึกษาถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่รู้แต่หนังสือกับทำอาชีพ ... .... . ๔๑๓
ต้องมีการศึกษาถูกต้องเริ่มแต่เป็นลูก, เป็นศิษย์, เป็นเพื่อน, เป็นพลเมือง
     เป็นสาวก, เป็นมนุษย์ที่เต็ม   ... ... ... ... ... .... .... ... .. ๔๑๔
การศึกษาต้องเพื่อความเป็นมนุษย์ที่เต็มถูกต้องทุกขั้นตอน ... .... ... ... .... . ๔๑๕
ข้อเจ็ด จะต้องมีระบบนิเวศวิทยาที่ดี, ถูกต้องขนาดลักษณะ, กำจัดมลภาวะ ... ... . ๔๑๖
ต้องมีลักษณะที่ควบคุมกันได้หรือพอดีแก่ความสงบสันติ .. ... ... ... .. ... ...  ๔๑๗
อย่างไรคือถูกต้อง? ถือหลักทางพุทธศาสนาว่า ถ้าถูกต้องจะไม่มีอันตราย,
     ไม่มีทุกข์โทษมีแต่ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย  ... ... ... ... ... ... ... ... ๔๑๘
ใช้หลักพุทธศาสนาคือความถูกต้อง ๘ ประการ แล้วจะมีญาณและวิมุตติ ... ... ... . ๔๑๙
มีบุคคลและสังคมถูกต้อง เราก็จะมีสันติภาพแน่นอน ... ... ... ... ... ... ... ๔๒๐



สันติภาพของโลก
    -๑-
๕ กรกฎาคม ๒๕๒๙




                          ทำไมจึงปรารภเรื่องสันติภาพ



ท่านสาธุชน ผู้มความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,


     การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นวันแรกของภาคอาฬหบูชา การบรรยายในภาควิสาขบูชา
สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันเสาร์ก่อน.   วันเสาร์นี้เราจึงเริ่มภาคใหม่ในวันนี้เป็นวันแรก  เป็นครั้งที่หนึ่งของ
การบรรยาย วันเสาร์ประจำภาคนี้, ในการเปลี่ยนภาคใหม่นี่ อาตมาก็จะเปลี่ยนเรื่องใหม่ขอให้ตั้งใจฟัง
ให้ดี ให้สำเร็จประโยชน์ต่อไป.

    การเปลี่ยนเรื่องใหม่นี่จะมีหัวชื่อของเรื่องว่า เรื่องสันติภาพของโลก, สันติภาพของโลก ทำไมจึง
พูดถึงเรื่องนั้ มันก็มีเหตุผลหลายอย่าง. ปีนี้เขาสมมุติกันเป็นปีสันติภาพของโลกด้วย, แต่เขาจะสมมติ มัน
ไม่สำคัญ.  เรื่องสันติภาพ นั้นมัน สำคัญอยู่ในตัวมันเองคือจำเป็นสำหรับชีวิต ทุกชนิดด้วยซ้ำไป ไม่ว่า
ชีวิตในระดับไหน ล้วนแต่ต้องการสันติภาพ หรือมันอยู่ได้ด้วยความมีสันติภาพ.





                                  (๑)





     สันติภาพนี้จะแจกเป็นส่วนบุคคล  เป็นสันติภาพของบุคคลแต่ละคนๆนี้ก็ได้, เป็นสันติภาพส่วนบุคคล
หรือจะเป็นสันติภาพของสังคมของหมู่คณะก็ได้ ซึ่งต้องการสันติภาพ, มีสันติภาพหมู่คณะแล้ว แล้วก็จะอยู่กัน
เป็นสุข  หรือจะเป็นสันติภาพของทั้งหมด  คือของทั้งโลก  ทั้งโลกเลย, หรือจะกล่าวว่าทุก ๆ โลกทั่ว
สากลจักรวาลก็ยิ่งดีมันก็มีอยู่.  ถ้าทุก  ๆ  โลกมีสันติภาพ สากลจักรวาลก็มีสันติภาพ ไม่ว่าจะในระดับ
ไหนล้วนแต่ต้องการสันติภาพ.


     ท่านทั้งหลาย  แต่ละคน  ก็ต้องการสันติภาพส่วนตน ซึ่งจะต้องช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมา หรือว่าปรุง-
แต่งขึ้นมาก็ได้,  จะปล่อยไปตามธรรมชาติธรรมดานั้น  มันก็จะไม่ได้อย่างที่เราต้องการ, นี้ก็ต้องมีสติ-
ปัญญาจึงจะปรุงแต่งขึ้นมาได้; เมื่อแต่ละคนมีสันติภาพ ก็มีหมู่คณะที่มีสันติภาพ เพราะว่าหมู่คณะมันรวมขึ้น
มาด้วยบุคคล, ถ้าคณะทุกคณะมีสันติภาพ โลกทั้งโลกมันก็มีสันติภาพ, มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้ และเป็นสิ่งที่
พึ่งประสงค์ตลอดกาล  ตลอดเวลา ตลอดกาลนิรันดร, ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราวนับว่าเป้นเรื่องใหญ่ที่สุดสำ-
หรับสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่มีสันติภาาพ สิ่งที่มีชีวิตก็เดือดร้อนมันก็อยู่ไม่ได้, จะเรียกว่าตายเสียยังดีกว่า ถ้ามัน
อยู่ด้วยความทุกข์ทรมารโกลาหลวุ่นวายเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์;  นี่เราจึงมองกันในแง่ที่ว่า เป็นสิ่งที่จำ-
เป็นอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่มีชีวิต.


    ตามปรกติไม่มีอะไรรบกวนความสงบสุข เรียกว่าสันติภาพ; จะเรียกว่าสันติสุขก็ได้ มันเป็นภาวะ
ของสิ่งที่มีชื่ออย่างนั้น,  มีสันติหรือมีความสุข นี้มันก็ชัดอยู่แล้ว. ภาวะแห่งความมีสันติหรือมีความสุข นี่ก็
เป็นภาวะ เราเลยเรียกว่า สันติภาวะหรือสันติภาพ นี้คือสิ่งที่เราจะพูดกัน.

d05504


     ดูอีกทีหนึ่งว่า ทำไมเราจะต้องพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ? เหตุผลที่จำกัดเข้ามามันก็มีอยู่ว่า โลก
กำลังไร้สันติภาาพมากยิ่งขึ้นทุกที; มิใช่ว่ายิ่งเจริญแล้วยิ่งมีสันติภาพ, กลายเป็นว่า ยิ่งเจริญแล้วยิ่งวุ่นวาย
ยิ่งยุ่งยากยิ่งโกลาหล จนจะไม่เป็นโลกของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าโลกของอะไร มันก็ยังมีคน
หรือมนุษย์อยู่ในโลก  อันวุ่นวายนี้  ไม่รู้จะหนีไปไหน.  เพราะเหตุที่ว่าโลกไม่มีสันติภาพยิ่งขึ้น เห็นชัด
ปรากฎอยู่ เราก็ทนไม่ได้ จึงมาปรึกษาหารือกัน. พุทธบริษัทนี่มีส่วนรับผิดชอบอยู่ตามธรรมชาติ เพราะว่า
เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า. พระพุททธเจ้าทรงประสงค์สันติภาพ หรือความสุขแก่โลก, พระองค์เกิดขึ้น
มาเพื่อประโยชน์แก่ความสุขเกื้อกูลแก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์,  ท่านจึงตรัสว่า เพื่อประโยชน์ทั้งแก่
เทวดาและมนุษย์;  ก็หมายความว่าแม้แต่ เทวดาก็ยังไม่มีสันติภาพ ยิ่งเล็งถึงสันติภาพภายในจิตใจด้วย
แล้วจะยิ่งไม่มี, เพราะว่ามีเรื่องมัวเมาเพลิดเพลินอะไรมากไปกว่ามนุษย์.


     พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน; ผู้รู้ ก็รู้เรื่องสันติภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความ
ดับทุกข์ แล้วก็เป็นผู้ตื่นจากความไม่รู้ ความหลับคือความไม่รู้ ก็แปลว่า สลัดความหลับออกไปได้หมด เป็น
ผู้ตื่นหรือเป็นผู้รู้,  ครั้นแล้วก็เป็นผู้เบิกบาน, เบิกบานตามความหมายของคำว่า เบิกบานเหมือนดอกไม้
บาน เป็นสุขร่าเริงสงบสุข นี่ก็เป็นผลของมันคือมีสันติภาพ, มีสันติภาพ ก็เบิกบาน.


    นี้เราเป็น  สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน; ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
ขอท่านทั้งหลายจงถือหลักเกณฑ์อันนี้  ดำเนินตนอยู่ในหลักเกณฑ์ดังนี้  คือจะเป็นผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน,จะ
ต้องรู้ที่ควรจะรู้, บรรดาสิ่งที่ควรจะรู้แล้วควรจะรู้ให้ครบ. ที่เป็นปัญหาใหญ่ของมนุษย์ ก็คือเรื่องไม่มี
สันติภาพ, เรื่องมีแต่สิ่งตรงกันข้าม เราเรียกว่าวิกฤตการณ์; ฉะนั้นเราต้องรู้เรื่องของสันติภาพ











และสิ่งตรงกันข้าม คือวิกฤตการณ์ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันเกิดมาเพราะเหตุไร, เราจะมีความสำเร็จใน
การมีสันติภาพได้อย่างไร, เรียกว่ารู้สิ่งที่ควรรู้, แล้วก็ตื่น ตื่นจากความไม่รู้ ตื่นเสียจากความผิดพลาด
ลุ่มหลงงมงายในเรื่องนั้นๆ ก็หมายความว่า ละความผิดพลาดได้ มีแต่ความถูกต้อง, แล้วก็มาเป็นผู้
เบิกบาน ตามอย่างพระพุทธเจ้า.



                           ทั้งโลกจำเป็นต้องมีสันติภาพ.

     ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันทั่วโลก ก็จะเห็นว่า มันจำเป็นที่จะต้องมีสันติภาพทั้งโลก, และว่ามันเป็นสิ่ง
ที่เนื่องกันอยู่ทั่วโลก  คือเราจะมองดูโลกนี้ ในแง่ของธรรมชาติล้วนๆ, ธรรมชาติล้วน ๆ เมื่อมนุษย์ไม่
เข้าไปเกี่ยวข้อง  เป็นธรรมชาติล้วน  ๆ มันก็ต้องมีสันติภาพ และมันก็มีสันติภาพตามแบบของธรรมชาติ
ล้วน ๆ.

     ทีนี้ถ้าจะมองในเรื่องของการเมือง   คือการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  เข้าไปจัดเข้าไปทำ
กับธรรมชาติเหล่านั้นจนเปลี่ยนแปลงไป; ถ้าว่ามันถูกต้อง มันก็ควรจะมีสันติภาพยิ่งขึ้นไป. แต่เดี๋ยวนี้มัน
ไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับตรงกันข้าม ยิ่งมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องมากเท่าไร ธรรมชาติก็สูญเสียปรกติภาวะ
เดิมของมันมากเท่านั้น, แล้วมันก็ไม่ได้กลายเป็นสันติภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันมากกลายเป็นความเลวร้ายที่
เรียกว่าวิกฤตกราณ์; เพราะว่าคนนี่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของกิเลส ตัณหา, แล้วมันทำไปตาม
อำนาจของกิเลสตัณหา เพื่อดึงเอามาเป็นประโยชน์แก่กิเลสตัณหา มันเลยสันติภาพไม่ได้, เพราะถูก
เกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหาของมนุษย์.

     เรามองให้ดีว่า  สันติภาพนี่มันควรจะมีทั้งโดยธรรมชาติ,  และมีทั้งโดยที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง
ผิดจากธรรมชาติ. ทีนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น มันกลับกันอยู่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ยังจะมีสันติภาพ








มากกว่า;  นี่ก็เป็นความผิดของมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหา แล้วก็ใช้กิเลสตัณหาเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ,
ทำลายปรกติภาวะของธรรมชาติ     แต่แล้วมนุษย์ก็เรียกว่าความก้าวหน้า    ความเจริญการพัฒนา.
ธรรมชาติแหลกหลาญไปเท่าไร   มนุษย์ก็ยิ่งเห็นเป็นสิ่งเจริญก้าวหน้าเป็นการพัฒนา  มันจึงเป็นปัญหาที่
แก้กันไม่ตก  ไม่รู้จักจบจักสิ้น  เพราะมันไปทำตนเป็นศัตรูผู้ล้างผลาญต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาตินั้นเอง.
เราจึงต้องคิดกันใหม่ในเรื่องนี้  ว่า  จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างไร จึงจะไม่เป็นการทำให้
ธรรมชาติสูญเสียความสงบ หรือคุณสมบัติดั้งเดิมของธรรมชาติ. ดูให้ดีก็จะมีหนทางที่จะพิจารณากันต่อไป.



                         สันติภาพขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์.

     ทีนี้ก็ย้อนมาดูข้างใน  คือในฝ่ายมนุษย์  ในตัวมนุษย์,  โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ เพราะมนุษย์
ประกอบกันขึ้นเป็นโลก  มนุษย์เป็นอย่างไรโลกมันก็เป็นอย่างนั้น,  มนุษย์ดีโลกมันก็ดี มนุษย์บ้าโลกมันก็
บ้า, โลกมันขึ้นอยู่กับมนุษย์ โลกจะเป็นอย่าางไรก็ต้องแล้วแต่มนุษย์. ทีนี้ดูถึงมนุษย์ มนุษย์เองก็ขึ้นอยู่กับ
จิตใจของมนุษย์   จิตใจของมนุษย์เป็นอย่างไรมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้น  จิตใจดีมนุษย์ก็ดี  จิตใจบ้ามนุษย์
ก็บ้า มนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์อีกทีหนึ่ง;      ดังนั้นจิตใจของมนุษย์นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ  
เป็นเรื่องต้นตอของความเปลี่ยนแปลงทั้งปวง  จะสันติภาพหรือวกฤตการณ์มันขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์
ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาจิตใจของมนุษย์  ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาจิตใจของมนุษย์ คือปรับปรุงจิตใจของมนุษย์
ให้ถูกต้อง.


     ฟังดูอีกทีหนึ่งว่า  โลกนี้มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ แล้วมนุษย์ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้อง
พัฒนาที่จิตใจ ควบคุมแก้ไขที่จิตใจ จึงจะต้อง









พัฒนาจิตใจของมนูษย์ให้เป็นไปในทางของสันติภาพ  ทำจิตใจของมนุษย์ให้เป็นไปในทางของสันติภาพได้
แล้ว  มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีสันติภาพ  มนุษย์มีสันติภาพแล้ว  โลกทั้งโลกมันก็เป็นโลกที่มีสันติภาพ  ดังนั้น
การปรับปรุงจิตใจของมนุษย์  ก็คือการปรับปรุงโลกนั่นเอง  อย่าเห็นเป็นอย่างอื่นไปเลย.  การที่เรา
ช่วยกันปรับปรุงจิตใจของเราแต่ละคน ๆ ให้ดีให้ถูกต้อง นั่นแหละคือการปรับปรุงโลกทั้งหมด นับว่าเป็น
สิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่งกว่าสิ่งใด;  เราจะมีทรัพย์สมบัติไปทำไม ถ้าไม่มีสันติภาพ นี่ควรจะตายเสียดี
กว่าถ้ามันไม่มีสันติภาพ.


     ทีนี้เพื่อให้มันถูกต้องให้มันน่าอยู่ หรือให้งดงาม นี้ก็ต้องช่วยกันทำให้มีสันติภาพ โดยช่วยกันสร้าง
สันติภาพออกไปจากจิตใจของมนุษย์,  โดยมีจิตใจของมนุษย์นี้เป็นรากฐานของสันติภาพ; ดังนั้นเราจึงควร
พูดกันถึงเรื่องสันติภาพ    โดยเหตุผลตามธรรมชาติมันก็มีอยู่อย่างนี้ที่เราควรจะพูดกันถึงเรื่องสันติภาพ
เดี๋ยวนี้องค์การโลกเขาจัดให้เป็นปีนี้เป็นปีสันติภาพ.*  เราก็เลยผสมมโรงกับเขา  เอละ,  ช่วยกัน
พิจารณาเรื่องสันติภาพ  ให้มันมีขึ้นมาในโลก. เราไม่ได้เป้นบ่าวเป็นทาสอะไรของเขา แต่ว่าเราก็เป็น
มนุษย์ที่มีส่วนร่วม ที่อยู่ในโลกซึ่งต้องการสันติภาพ ก็เป็นการเหมาะที่เราจะร่วมมือกัน, ดูต่อไป ก็จะเห็น
ได้ว่า มันถึงเวลาหรือเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่ควรจะพูดกันถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วว่า
มันถึงเวลา ที่ว่าโลกมันกำลังไม่มีสันติภาพมันวุ่นวายยิ่งขึ้น วุ่นวายยิ่งขึ้น ซึ่งควรจะดูกันเหมือนกันในแง่นี้
ว่ามันวุ่นวายอย่างไร.

    ในชั้นต้นจะพูดว่า  ใครควรจะพิจารณากันเรื่องสันติภาพ?  อาตมาก็คิดว่า  พวกเราทุกคน เรา
ทุกคนควรจะพูดกันด้วยเรื่องสันตภาพ,  อาตมาก็เป็นคนหนึ่งแล้วที่ประเดิมขึ้นมา นี่พูดถึงเรื่องสันติภาพ,
ชักชวนกันมาให้พิจารณาถึงเรื่องของ












สันติภาพ. พวกเราควรพิจารณากันถึงรื่องสันติภาพ แต่ว่าจะพิจารณากันไปในแง่ของการพัฒนาจิตใจ มัน
มีหลายแง่หลายมุมที่จะพูด, เราพุทธบริษัทนี้เหมาะสมที่สุดที่จะพูดกันถึงในแง่การพัฒนาจิตใจให้ถูกต้องให้
เป็นที่ตั้งแห่งสันติภาพ หรือให้เป็นที่ไหลออกมาแห่งสันติภาพ.



                    ความก้าวหน้าเป็นต้นเหตุแห่งความหลอกลวง.

     ดูกันในแง่ร้ายก่อน  จะเห็นได้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ความยุ่งยากลำบากอันไม่น่า
ปรารถนาจะเรียกว่าวิกฤตการณ์ ตรงกันข้ามกันสัติภาพ.โลกมีความกลัว,เป็นอยู่ด้วยความกลัว เพราะมี
สิ่งที่ทำให้เกิดความกลัวมากขึ้น,   แล้วมันก็เกิดความวิตกกังวล  วิตกกังวลไว้ใจไม่ได้ตามมา,  มันมี
ความวิตกกังวลไปเสียทุกอย่าง ยิ่งเห็นอะไรก้าวหน้า แล้วมันก็ยิ่งชวนให้ให้วิตกกังวล.

     ความก้าวหน้าเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างยิ่ง  อย่างเรื่องที่เมืองภูเก็ต  ที่กำลังเป็นเรื่อง
ราวพูดจากันอยู่เวลานี้ ก็เป็นผลของการก้าวหน้า แต่เป็นไปในทางขัดแย้งอย่างยิ่ง ฉะนั้นยิ่งมีความก้าว-
หน้าที่ไหนยิ่งจะเกิดความขัดแย้งเพราะความวิตกกังวลของคนในที่นั้นๆ  มันมีความกลั มีความวิตกกังวล
แล้วมีอย่างอื่นอีกมากมาย   กำลังเป็นไปทั้งทางโลกจนเรียกว่า  โลกนี้มันอยู่ด้วยความคิดที่เป็น
ความกลัว  เป็นความวิตกกังวล.  มีผลออกมาเป็นโรคทางจิต  เพราะมีการรบกวนทางจิตมากเกินไป
โรคทางประสาทมาก่อน;  เพราะการอยู่ด้วยความกลัวความวิตกกังวลมันก็มีโรคประสาท ถ้ามันเลยไป
กว่านั้นมันก็เป็นบ้าวิกลจริต ตามสถิติมันก็บอกอยู่อย่างนี้.

    สถิติทางแพทย์ของโลกก็ยืนยันว่า คนเป็นโรคประสาทมากขึ้น, เมื่อเทียบส่วนกันแล้ว มันเป็นมาก
เกินไปกว่าที่จำนวนพลโลกมันมากขึ้น, มัน









เกินสัดส่วนของจำนวนพลโลกที่เพิ่มขึ้น  เป็นโรคประสาททางจิตทางนี้กันมากขึ้น  ๆ  เกินกว่าธรรมดา
แล้วก็รุดหน้าไปเร็วเพราะสิ่งที่ทำให้วิตกกังวลมันมาก มากเร็ว มันมากเกินไป, มันมากเร็วเกินไป เรา
จึงอยู่กับความยากลำบาก   ด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น,  อยู่กันในโลกด้วยความยุ่งยากลำบาก  มีสิ่ง
รบกวนประสาทมากขึ้น ยื่งขึ้นทุกที นี่ผลมันเป็นอย่างนี้. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า มันน่าดีใจ หรือน่าเป็นห่วง
เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างไร; พวกคนป่าหัวเราะเยาะคนที่เรียกว่าเจริญรุ่งเรืองเอาก็ได้เพราะเขา
ไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบากมาก.   คนสมัยนี้ยิ่งวิ่งเข้าไปหาความยุ่งยาก,  สร้างความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
โดยไม่จำเป็นนี้ยิ่งขึ้นทุกที ๆ มันไปเกิดความนิยมชมชอบมีนั้นมีนี่มีโน่นซึ่งไม่จำเป็นอย่างยิ่งขึ้นทุกที, ยิ่งไป
ชอบความก้าวหน้าอย่างนี้มากขึ้นเท่าไร   มันก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเพิ่มความยุ่งยาก.   ควรจะรู้จักควบคุมกัน
เสียบ้าง อย่าให้มีสิ่งที่ไม่จำเป็นที่เป็นข้าศึกแก่สันติภาพ แม้ที่เป็นความสงบสุขส่วนตัว.

     แม้ว่าจะดูกันในแง่ของสุขภาพอนามัย  ความปรกติสุขตามปรกติมันก็มีลดลงไปมาก มีสุขภาพที่ต้าน-
ทานต่อโรคภัยไขเจ็บมากขึ้น คือว่าจะเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นหรือจะเป็นไปเสียทั้งหมด สุขภาพกำลังเป็นที่น่า
วิตกว่า  โลกนี้มันเต็มไปด้วยโรคภัยไขเจ็บ;  แม้ว่าจะพบการรักษาเยียวยากันอยู่ตลอดเวลา มันก็เพิ่ม
โรคแปลก  ๆ ใหม่ ๆ ออกมา ยิ่งไปกว่าเสียอีก, เลยก้าวหน้ากันแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และวิธีรักษา
โรคภัยไข้เจ็บ  อย่างไม่หยุดไม่หย่อน เพราะว่าจิตใจมันไม่มีสันติภาพ ร่างกายมันก็ปั่นป่วนไปตามจิตใจ
โรคภัยไข้เจ็บมันก็ได้มีโอกาสง่ายสะดวกที่จะเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์, พอดีพอร้ายก็เป็นโรคมะเร็งบ้าง เป็น
โรคอย่างอื่นที่ร้ายแรงไปกว่านั้นอีกบ้าง, แล้วโรคอะไรบ้างก็ไม่รู้ ที่เขากำลังกลัวกันนัก กลัวกันทั่วโลก
เวลานี้. นี้เรียกว่าภายในมนุษย์ ส่วนมนุษย์มันก็มีปัญหา.













     ถ้าดูแต่ภายนอก มันก็พบปัญหา ปัญหาทางเศรษฐกิจ กำลังทำให้โลกปั่นป่วนรวนเร ไม่มีใคร
จะหาความสงบสุขได้. แข่งขันกันในทางเศรษฐกิจยังไม่พอ กลับใช้เศรษฐกิจนั่นแหละเป็นเครื่องมือ
บั่นทอนทำลายพวกอื่น หรือฝ่ายที่เรียกว่าตรงกันข้ามที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ซึ่งเป็นสงครามที่ลึกซึ้งยืดเยื้อ
ซับซ้อนที่สุด  ยิ่งไปกว่าสงครามทางอาวุธไปเสียอีก. ข้อนี้ถ้าไม่รู้เรื่องกับเขาบ้าง ก็คงจะไม่กลัว
หรือไม่วิตก;  แต่ถ้ารู้เรื่องกันแล้วก็จะพบว่า มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ยากแก่การแก้ไข ยิ่งไป
กว่าสงครามที่ฆ่ากันด้วยอาวุธ. สงครามที่ทำลายกันด้วยวิธีทางเศรษฐกิจนี่ มันจะไม่สิ้นสุด มันมีแต่
จะขยายตัวออกไป.   เพราะกิเลสตัณหาของมนุษย์มันขยายตัวออกไป   เศรษฐกิจเพื่อหล่อเลี้ยง
สงคราม, สงครามก็เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของตนดีขึ้น, เศรษฐกิจของตนดีขี้นก็เพื่อจะช่วยหล่อเลี้ยง
สงคราม มันก็เลยก้าวหน้ากันใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจและทางสงคราม, แล้วเศรษฐกิจนั้นมันก็กลาย
เป็นสงครามเสียเอง, ใช้เศรษกิจเป็นเครื่องมือบีบคั้นหรือทำลาย หรือกลืนประเทศอื่นที่สู้ไม่ได้ มัน
ก็มีแต่เรื่องทำสงคราม,  สงครามตรง ๆ สงครามโดยอ้อม สงครามร้อน ๆ และสงครามเย็น ๆ
เป็นเรื่องสงครามไปหมด. เดี๋ยวนี้ชักจะกลัวสงครามทางเศรษฐกิจ มากกว่าสงครามทางอาวุธไป
เสียแล้ว,  มีการเตรียมรบกันเท่าไร, มีการเตรียมป้องกันตัวกันเท่าไร, เตรียมรบก็เตรียมไป,
เตรียมป้องกันตัวก็เตรียมไป  คือที่จะรุกรานผู้อื่นก็เตรียมไป,  ที่จะป้องกันตัวก็เตรียมกันไป, มัน
เลยไม่มีความสงบสุข,  ไม่มีใครที่จะอยู่ด้วยความสงบสุขได้ เพราะมีแต่การเตรียมรบและเตรียม
ป้องกันตัว

    นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ว่า มันทำลายความสงบสุขอย่างไม่มีเวลาว่าง ไม่มีเวลาสร่าง เลยมีบาป
เลวร้ายเกิดขึ้น คือว่าเราอยู่ในโลกในลักษณะที่จำเป็นจะต้องโกหกหลอกลวงกันมากยิ่งขี้นเท่าไร.
ฟังดูก็น่าแปลก น่าอัศจรรย์ หรือบางทีก็น่าเชื่อ บางทีก็ไม่น่าเชื่อ; แต่เท่าที่มองเห็น, นี่เห็นว่า มัน
อยู่ในโลกนี้ด้วยความจำเป็นที่จะ









๑๐

     ต้องโกหกหลอกลวงกันอย่างสุดเหวี่ยง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทูต, การทูต คือ เป็น
เรื่องหาหนทางหาวิธีที่จะเอาเปรียบ    หรือที่จะเอาชนะอยู่ตลอดเวลา,   ทั้งที่ปากพูดว่าเจริญ
สัมพันธไมตรี,   สัมพันธไมตรี  แต่จิตใจนั้นมันคือการคิดที่จะลักล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็น
ของตัวเองทั้งนั้นแหละ.   นี่จะเรียกว่าอะไร  ถ้าไม่เรียกว่าเราใช้ความหลอกลวงซึ่งกันและกัน
แก่กันและกัน เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัว; แต่ละประเทศแต่ละพวกก็ต้องดำเนินกิจการอัน
นี้,     หลอกลวงกันให้ได้ประโยชน์ก็มี    หลอกลวงเพื่อป้องกันประโยชน์ก็มี,หลอกลวงเพื่อคุ้ม
ครองรักษาเอาคืนมาซึ่งประโยชน์ก็มี.      มันก็เป็นเรื่องอยู่กันด้วยความหลอกลวงทั้งโลกเลย,
ทั้งโลกเลย.

     ถ้าเราไม่มองก็อาจจะไม่เห็น แต่ถ้ามองให้ลึกให้ละเอียด สอดส่องให้ละเอียดก็จะพบว่า นี่
อยู่กันด้วยความหลอกลวง  ปากพูดจาอย่างมิตรไมตรี เจริญสัมพันธมิตรไมตรี แต่ว่าในใจนั้นมีแผน
การที่จะลักล้องเอาประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา,  เรียกว่าอยู่ในลักษณะที่จำเป็นจะต้องโกหก
หลอกลวงกันมากยิ่งขึ้น,  มากยิ่งขึ้น;  เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะมีสันติภาพได้อย่างไร, ขอให้ลอง
คิดดู. เอาละนี่คือเหตุผลที่ว่า โลกไร้สันติภาพมากขึ้นมากขึ้น จนเราจะต้องพิจารณาเรื่องนี้กันแล้ว,
คือต้องมาพูดกันพิจารณากัน   ปรึกษาหารือกัน   จะประพฤติกระทำอย่างไรดี  จึงจะรอดไปจาก
อันตรายอันนี้


                        ควรปรึกษากันในหมู่ปัญญาชน

    ทีนี้ก็จะมาถึงปัญหาต่อไปว่า    จะพูดเรื่องนี้กับใคร    จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับใคร?
อาตมาก็อยากจะตอบว่ามันควรจะพูด  หรือควรเอามาพูดกันกับพวกปัญญาชน  ที่เป็นครูบาอาจารย์
ศาสตราจารย์อะไรก็ตาม ที่มีผู้เชื่อฟัง เคารพนับถือหรือสั่งสอนเขาอยู่, แล้วเขาก็เป็นปัญญาชน มัน
ก็ต้องปัญญาชน จึงจะ






๑๑


มองเห็นอะไรลึกซึ้ง.  ไปพูดกับเต่ากับแรดอะไรมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ต้องพูดกับปัญญาชน ที่มี
สติปัญญาพิจารณามองเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้จริง; ฉะนั้น เราจะพูดกับครูบาอาจารย์ ซึ่งจะไปแนะนำ
สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาต่อไปเป็นจำนวนมาก เพื่อคนทุกคน หรือคนทั้งโลก จะได้มีความรู้ความเข้าใจ
ในเรื่องนี้.  แต่ว่าผู้ที่มิได้เป็นครูบาอาจารย์  ก็จะต้องพูดเรื่องนี้  จะต้องรู้เรื่องนี้โดยเป็นผู้ฟัง.
ครูบาอาจารย์เป็นผู้พูด,  แล้วเราก็จะเป็นผู้พูดต่อ ๆ กันไปได้ ว่าเราจะช่วยกันรักษาสันติภาพใน
โลกนี้ไว้ได้อย่างไร, ขอให้รับทราบกันไว้.

     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำเป็นมาก เพราะว่าเขาใช้การศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษานี้เป็นที่ปรึกษาหารือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นผู้วางแผนการ เป็นผู้ทำอะไรต่าง ๆ ที่
เกี่ยวกับประเทศชาติหรือความรอดของประเทศชาติกระทั่งสันติภาพของโลกทั้งโลก;   ฉะนั้นก็จะ
ต้องพูดกับผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่จะกระจายความคิดหรืออุดมคติเหล่านี้ออกไป ๆ ทางอื่นมันไม่มี.
มันไม่ใช่เรื่องของคนโง่, มันไม่ใช่เรื่องของคนหลับหูหลับตาไม่มีสติปัญญา แต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็น
สำหรับคนที่เฉลียวฉลาด สามารถดำเนินกิจการนี้ให้เป็นไปได้ตามที่ประสงค์

    ในชั้นนี้เรามาพูดกันในป่าอย่างนี้  มันก็โดยหวังว่าเป็นการทำความเข้าใจกันในขั้นต้น เป็น
การปลูกความสนใจในเบื้องต้น  ให้มันเกิดรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิ,  เป็นรุ่งอรุณหมายความว่ามัน
ริเริ่ม มันส่องแสงทองขึ้นมาเป็นรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้เจริญงอกงามก้าวหน้าต่อไป เป็น
เวลากลางวันเต็มไปด้วยแสงสว่าง. เรื่องรณรงค์นั้นมันต้องลงมือกระทำต่อสู้ต่อต้าน; ทำเป็นขบวน
การอะไร  มันก็ยังไม่ถึงนี่เรายังไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้;  เดี๋ยวนี้เอาเป็นแต่เพียงว่า เรา
มามองดูให้รู้ให้มีความเข้าใจอย่างทั่วถึง  ให้เห็นลู่เห็นทาง ว่าจะทำอย่างไร, ทำอย่างไรจึงจะ
ประสบความ








๑๒

สำเร็จเหล่านี้เป็นต้น.  หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะรับไปพิจารณา ในฐานะเป็นรุ่งอรุณของสัมมาทิฏฐิ
อันเกี่ยวกับสันติภาพ, ให้รุ่งอรุณเกิดขึ้นมาในจิตใจ ทอแสงขึ้นมาในจิตใจ ที่พูดตามธรรมดาสามัญ
ของชาาวบ้านว่าในหัวนั่นแหละ ให้ในหัวนี่มันมีแสงสว่างตั้งต้นขึ้นมา สำหรับจะรู้ทุกเรื่องทุกอย่างที่
จำเป็น ที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เรื่องสันติภาพ


                      พุทธบริษัทแท้ต้องสนใจรู้จักสันติภาพ


     ที่จริงพุทธบริษัทก็สนใจกับธรรมะ รู้เรื่องธรรมะอยู่อย่างพอสมควรแล้ว แล้วมันก็เป็นเรื่องที่
จะไปผสมผสานกันเข้าได้กับเรื่องของความทุกข์   หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.   ธรรมะใน
พุทธศาสนาเรา  ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์; รู้จักความทุกข์, และ
กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, แล้วก็รู้จักเรื่องความดับทุกข์ พร้อมทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องอันสามารถจะ
ดับทุกข์ได้.  เรื่องเหล่านี้มันก็เป็นเรื่องจิตใจของมนุษย์ ความผิดความถูกในจิตใจของมนุษย์ที่เป็น
ภายในอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว;  ถ้าขยายให้ออกไปเป็นเรื่องภายนอกของสังคมของส่วนรวม  มันก็ไม่
ยากลำบากเพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน.       ถ้ามีกิเลสเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวแล้ว      มันก็
ต้องสร้างความทุกข์ขึ้นมาแน่นอน, สร้างความทุกข์เพื่อตัวเองก่อน แล้วก็สร้างความทุกข์เพื่อผู้อื่นต่อ
ภายหลัง.

    ความเห็นแก่ตัวความมีตัวอย่างโง่เขลา มีตัวมีตนอย่างโง่เขลา เห็นแก่ตัวด้วยกิเลส มันก็ทำ
ให้เกิดกิเลสครบทุกอย่างทุกประการ  : เกิดโลภะ อยากได้ด้วยความโง่เขลา ในสิ่งที่ไม่ควรจะ
ได้,  เกิดโทสะ  โกรธเคืองขัดแค้นอย่างโง่เขลาในสิ่งทีไม่จำเป็นจะต้องไปโกรธไปแค้นให้เสีย
เวลา,  แล้วก็เกิดโมหะ หลงใหลในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำไป, เหมา ๆ กันไปอย่างนั้น
แหละ; นี่มันมีโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น

d05505
๑๓

มาได้เพราะอย่างนี้. ทีนี้เมื่อเอามาเป็นเรื่องของส่วนรวมนั่นแหละ มันก็กลายเป็นเรื่องของโลก,
เป็นความทุกข์   เดือดร้อนของคนทั้งโลก,   เป็นความไม่สงบสุขของคนทั้งโลกก็เพราะเหตุของ
กิเลสที่มีอยู่ในหัวของแต่ละคนที่อยู่ในโลก. ทุกคนมีกิเลสก็หมายความว่าโลกทั้งโลกมันมีกิเลส. ถ้า
แต่ละคนไม่มีกิเลส โลกมันก็ไม่มีกิเลส, ถ้าคนในโลกมันมีกิเลสน้อย โลกนี้มันก็มีกิเลสน้อย, ฉะนั้น
อย่างน้อยที่สุด เราเอาให้มีกิเลสน้อยกันไว้ก่อน สันติภาพก็จะรักษาไว้ได้.

     นี้หลักเกณฑ์อย่างนี้มันเป็นสัจธรรม,     สัจธรรมคือความจริงของธรรมชาติ,    มันเป็น
สัจจธรรมของธรรมชาติ  และตกเป็นหน้าที่ของคนทุกคน  ที่จะต้องรู้จักและช่วยกันรักษาไว้, รู้จัก
สัจธรรม  คือกฎเกณฑ์อันเฉียบขาดของธรรมชาติในข้อนี้,  รู้จักว่ามันเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางเป็น
อย่างอื่น, แล้วก็ปฏิบัติตามได้ถูกต้อง ช่วยกันรักษาไว้ให้ถูกต้อง คืออยู่ในทางที่จะไม่เกิดความทุกข์
แก่มนุษย์นั่นเอง.   คำว่าความถูกต้องของเรามีความหมายง่ายนิดเดียว  คือมันไม่เกิดความทุกข์
นั่นแหละคือความถูกต้อง, ถ้าเกิดความทุกข์ก็เรียกว่าไม่ถูกต้อง, ไม่ต้องเถียงกันมากนักในข้อที่ว่า
ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง,  ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่น, เอาเหตุผลแต่ว่าถ้ามันมีผลเป็นความทุกข์ขึ้น
มา แก่ตัวเองก็ตาม แก่ผู้อื่นก็ตาม เรียกได้ว่าไม่ถูกต้องแล้ว. ถ้ามันมีผลดีแก่ทั้งสองฝ่ายก็เรียกว่า
ถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้ว รักษาความถูกต้องไว้ โดยรู้กฎของธรรมชาติว่ามันเป็นอย่างไร

    นี้เราเป็นพุทธบริษัท  ก็ควรจะรับผิดชอบอยู่ในตัว  เพราะเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท บริษัท
ของบุคคลผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน; เมื่อยังเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัทอยู่ ก็ต้องรู้จักและสนใจใน
เรื่องสันติภาพ, อันเป็นความมุ่งหมายอย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า หรือของพระพุทธศาสนา. ดังนั้นจึง
ขอชักชวนให้เรา















จากไตรลักษณ์ ศูนย์หนังสือพระพุทธศาสนา ริมกำแพงวัดญาณเวศกวัน www.trilakbooks.com